บทที่ 2
จุดบกพร่องในแผนพัฒนาไทยแลนด์
4.0
2.1 วิจารณ์ประเทศไทย 4.0
2.1.1 ประเทศไทย 4.0
กับความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน
1)
ประเทศไทย 4.0 วิสัยทัศน์ชาติที่ยังขาดรายละเอียด พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์ ผู้สื่อข่าวอิสระ วิจารณ์ว่า “ประเทศไทย 4.0” หรือ Thailand
4.0 เป็นนโยบายที่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พยายามผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งตามโรดแมปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
(คสช)
โดยให้หน่วยงานราชการทุกแห่งเข้าไปสร้างความรับรู้ความเข้าใจกับกับประชาชนในทุกระดับ
ภายในระยะเวลา 6 เดือน เพื่อให้เปลี่ยนเป็น “คนไทย 4.0”
ซึ่งหมายความถึงคนไทยที่มีความรู้และทักษะอาชีพที่สูงขึ้น มีความรับผิดชอบต่อสังคม
มีอัตลักษณ์ความเป็นไทย และมีความสามารถรู้จักใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่
เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการผลักดันนโยบายนี้ รัฐบาลเร่งสร้าง “คนไทย 4.0”
รองรับโลกยุคใหม่ อย่างไรก็ตาม อุปสรรคแรกในการผลักดันนโยบาย ประเทศไทย 4.0
กลับเป็นเรื่องพื้นฐานอย่าง “คำจำกัดความ” ที่หลายฝ่ายยังเข้าใจไม่ตรงกัน
“สิ่งที่หลายคนมักเข้าใจผิดคิดว่า นโยบายประเทศไทย 4.0 คือ
การใช้เทคโนโลยีหรืออุตสาหกรรมใหม่ ๆ เข้ามาช่วยในการพัฒนาประเทศ ทั้งที่จริง ๆ
มันเป็นแค่ส่วนเดียวเท่านั้น”
สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หนึ่งใน
“สถาปนิก” ผู้ผลักดันนโยบาย ประเทศไทย 4.0 คนสำคัญ กล่าวกับ “บีบีซีไทย”ว่า
ประเทศไทย 4.0 คือ โมเดลในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมาย“มั่นคง มั่งคั่ง
ยั่งยืน”ตามแนวคิดของ คสช ให้เกิดผลออกมาเป็นรูปธรรม
เนื่องจากขณะนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว ประเทศไทยจึงต้องเปลี่ยนตาม เพื่อให้พ้นจากกับดัก
3 อย่าง คือ (1)
กับดักรายได้ปานกลาง เพราะเราใช้เครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมมา 50 – 60 ปีแล้ว ต้องเปลี่ยนมาใช้นวัตกรรมมาเพิ่มรายได้
(2) ความเหลื่อมล้ำ รวยกระจุก จนกระจาย ต้องหาวิธีกระจายความเจริญออกไปนอกกรุงเทพฯ
ซึ่งรัฐบาลก็เริ่มทำแล้วด้วยการแบ่งการพัฒนาออกเป็น 18
กลุ่มจังหวัด และ (3) การพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน
เพราะเน้นไปที่ด้านเศรษฐกิจ ไม่ได้คำนึงถึงด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม สุวิทย์ คือ
ผู้เปิดเผยแนวคิดเรื่อง ประเทศไทย 4.0 ต่อสาธารณชนเป็นคนแรก เมื่อ 13 สิงหาคม 2558
สมัยเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญจัดทำวิสัยทัศน์และออกแบบอนาคตประเทศไทย
สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในงานส่งมอบวาระการปฏิรูปของ สปช.
ให้รัฐบาลเข้ามาสานต่อกระทั่งถูก พล.อ.ประยุทธ์ดึงเข้ามาร่วมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
ปลายเดือนเดียวกัน
ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทีมงานเดียวกับสมคิด
จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ
ก่อนจะถูกขยับมาอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ช่วงปลายปี 2559 เพื่อให้สามารถผลักดันนโยบายนี้ได้อย่างเต็มที่มากขึ้น วารสารไทยคู่ฟ้าระบุว่านโยบาย
ประเทศไทย 4.0 เปรียบเสมือน
“ขับรถคันใหม่ที่มีสมรรถนะสูงกว่าเดิมบนถนนราบเรียบที่สามารถเหยียบคันเร่งไปข้างหน้าได้”
สุวิทย์กล่าวว่า มีคนถามเขาบ่อยครั้งว่า รูปธรรมของนโยบาย ประเทศไทย 4.0 คืออะไร
คำตอบที่เขาให้ คือ ตอนนี้ทุกคนได้เห็นพิมพ์เขียว (Blueprint) ของนโยบายนี้ไปแล้ว ต่อไปจะมีการกำหนดโครงการนำร่อง (Flagship) ซึ่งแบ่งประเภทโครงการออกเป็น 3 แบบ คือ “ซ่อม”
อาจใช้เวลาแค่ 6 – 12 เดือน “เสริม”
ใช้เวลาราว 12 เดือน และ “สร้าง” ใช้เวลา 3 – 5 ปี
โดยเขากำลังรวบรวมโครงการเพื่อเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา ก่อนเปิดเผยต่อสาธารณชน
แต่ที่คิดไว้คร่าว ๆ อาทิ เพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยเป็นสิบเท่า
ทำให้บางจังหวัดท่องเที่ยวกลายเป็น World Class Destination เป็นต้น
“หากเราบริหารจัดการดี ๆ ก็จะเริ่มเห็นโครงการนำร่องที่ส่งผลเป็นรูปธรรมออกมาได้มากมายในช่วงเวลาที่รัฐบาลนี้เหลืออยู่
บางโครงการแม้จะใช้เวลาดำเนินการหลายปี
แต่ถ้าเริ่มวันนี้ก็จะสร้างโมเมนตัมให้ทุกคนรู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องพัฒนา
โดยไม่ต้องไปติดกับดักของเวลา” สุวิทย์กล่าว มีสิ่งที่ทำเพื่อรองรับนโยบาย
ประเทศไทย 4.0 ไปแล้ว อาทิ การส่งเสริม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต การปรับจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การทำเกษตรยุคใหม่
การส่งเสริมผู้ประกอบการเริ่มใหม่ (Startup) การส่งเสริมและสร้างความร่วมมือระหว่างเอกชนกับสถาบันการศึกษาและศูนย์วิจัยเพื่อให้เกิดการนำผลการศึกษาวิจัยออกมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์
ตามแนวทางประชารัฐ ฯลฯ
2) พระพุทธศาสนากับการพัฒนาประเทศไทย 4.0 ประเทศไทย 4.0 หรือ Thailand
4.0 นับเป็นกระแสที่ได้รับการกล่าวถึง และวิเคราะห์ในแง่มุมต่าง ๆ อย่างมากมาย
ทั้งนี้คงเนื่องมาจากเป็นวิสัยทัศน์เชิงนโยบายของรัฐบาล
ที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย “มั่นคง
มั่งคั่ง ยั่งยืน” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
นโยบายที่จะเปลี่ยนเศรษฐกิจแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เมื่อมองถึงพัฒนาการของสังคมไทย
ผ่านความเป็นประเทศไทย 1.0 2.0 และ 3.0
ซึ่งถูกกำหนดแนวทางการพัฒนาด้วยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาตั้งแต่ พ.ศ.2504 จะพบว่า แม้ว่าในบางช่วงของแผนจะประสบความสำเร็จในการพัฒนา เช่น
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในแผนฉบับแรก ๆ และการสร้างความเจริญเติบโต
และรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพในแผนฉบับที่ 6 – 7
แต่ปัญหาที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของการพัฒนาสังคมไทย ก็คือ
การพัฒนาคนให้มีศักยภาพในการที่จะพัฒนาประเทศจะเห็นได้ว่า ในแผนฉบับที่ 8 เป็นต้นมา จะเน้นการพัฒนาที่มุ่งให้ “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” และใช้เศรษฐกิจเป็นเครื่องมือช่วยพัฒนาคนให้มีความสุข
และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
รวมทั้งการพัฒนาที่บูรณาการแบบองค์รวม
เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เมื่อพิจารณาในแง่มุมของพระพุทธศาสนาในฐานะสถาบันหลักหนึ่งในสังคมไทย
ที่ได้เข้ามามีบทบาทต่อการพัฒนาสังคมไทย ก็จะพบว่า
ในอดีตพระพุทธศาสนาประสบความสำเร็จในการสร้างความอยู่ดีมีสุขให้กับสังคมไทย
จนคนไทยมีลักษณะนิสัยที่เด่นชัด คือ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ชอบสนุกและชอบทำบุญ
ซึ่งนับเป็นความวิเศษอย่างหนึ่งของวัฒนธรรมไทย
ที่สามารถบูรณาการความสนุกกับแนวคิดทางพระพุทธศาสนาในเรื่องบุญเข้าด้วยกัน
ดังปรากฏในประเพณีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานบวชนาค งานแต่งงาน งานวันสงกรานต์ เป็นต้น
ต่อมาเมื่อสังคมไทยได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาประเทศ
โดยมุ่งการพัฒนาที่เน้นวัตถุตามแบบอย่างตะวันตก
พระพุทธศาสนาก็เริ่มสูญเสียบทบาทที่มีต่อการพัฒนาประเทศอย่างที่เคยเป็นมา
เนื่องจากสังคมไทยไปต้อนรับวัฒนธรรมตะวันตก สังคมไทยเริ่มมีปัญหามากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะการรับเอาความเจริญก้าวหน้าแบบตะวันตกเข้ามา
ทั้งนี้เพราะสังคมไทยไม่ได้มีภูมิหลังและรากฐานความเจริญทางสังคมอุตสาหกรรม
และไม่มีวัฒนธรรมอุตสาหกรรมแบบตะวันตก
ทำให้สังคมไทยมีสภาพที่นักวิชาการเรียกว่า“ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา (Modernization without Development)” คือ การที่ประเทศไทยมีความทันสมัยจริงแต่ภายนอก
แต่ในเนื้อหาแล้วไม่ได้พัฒนาให้เกิดขึ้นในสังคมของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นระบบการศึกษา
การเมืองการปกครอง ระบบเศรษฐกิจ เป็นต้น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต)
วัดญาณเวศกวัน ได้วิเคราะห์ไว้ว่า
การที่สังคมไทยได้รับเอาความเจริญแบบตะวันตกเข้ามา
ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ระบบอุตสาหกรรม
ทำให้สังคมไทยรับเอาความเจริญตามแบบอย่างตะวันตกอย่างเต็มที่ แต่การรับเอาวัฒนธรรมดังกล่าวนั้น
ไม่สอดคล้องกับภูมิหลังของสังคมไทย
เพราะคนไทยมักจะรับในเข้ามาในแง่ของการเสพบริโภค
หรือรับเอาแต่สิ่งที่เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกสบาย
ทำให้คนไทยที่แต่เดิมมีวัฒนธรรมแบบเกษตรกรรม
และมีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายอยู่แล้ว กลับเสพติดความสบายจากวัฒนธรรมตะวันตกมากยิ่งขึ้นและกลายเป็นคนมักง่ายมากยิ่งขึ้น
โดยขาดพื้นฐานของวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมอุตสาหกรรมที่เป็นวัฒนธรรมแห่งการใฝ่รู้และสู้สิ่งยาก
นอกจากนี้แล้ว ลักษณะเดิมของสังคมไทยที่มีวัตถุพรั่งพร้อม (ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว)
ไม่มีความบีบรัดทางเศรษฐกิจ มีความเป็นอยู่ที่สุขสบาย
เพราะมีวัตถุเสพบริโภคที่พรั่งพร้อมที่จะบำรุงบำเรอร่างกาย
ลักษณะเช่นนี้ไปกันได้ด้วยดีกับการรับเอาเทคโนโลยีจากต่างชาติ
ที่เข้ามาพร้อมกับกระแสบริโภคนิยม
และสอดคล้องกับกระแสความเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์ในสังคมไทยที่มีมาแต่เดิม
เกิดเป็นวัฒนธรรมเทคโนโลยีผสานไสยศาสตร์ คือ การพึ่งพาสิ่งภายนอก
โดยที่ไม่ต้องลงมือทำการ สังคมไทยจึงเป็นสังคมที่รอผลดลบันดาล
พึ่งพาอำนาจภายนอกต่าง ๆ สังคมไทยจึงตกอยู่ในสภาพความอ่อนแอ
ขาดความเข้มแข็งที่จะไปพัฒนาประเทศ กระบวนทัศน์ในการพัฒนาประเทศภายใต้ “ประเทศไทย 4.0” ซึ่งเป็นนโยบายที่เป็นการวางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาว
เป็นจุดเริ่มต้นในการขับเคลื่อนไปสู่การเป็นประเทศที่มั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน
ตามวิสัยทัศน์รัฐบาลนั้น สาระสำคัญที่สุด
ย่อมอยู่ที่การพัฒนาคนให้มีศักยภาพหรือคุณภาพในการที่จะไปพัฒนาในภาคส่วนต่าง ๆ ให้เป็นไปตามนโยบายที่วางไว้นั่นเอง
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ในฐานะนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน ได้นำเสนอไว้ว่า
ถ้ามองจากปัญหาสังคมไทย
ที่ขาดวัฒนธรรมอุตสาหกรรมและวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ตามแบบอย่างตะวันตก
สิ่งที่ต้องดำเนินการด่วน ก็คือ
จะต้องสร้างคนไทยให้มีวัฒนธรรมของความใฝ่รู้
สู้สิ่งยากขึ้นมาเพื่อพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป
โดยการสร้างจิตใจของนักผลิตและนักสร้างสรรค์ขึ้นมา นั่นก็คือการสร้างคนไทยให้มีจิตใจวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์
อันเป็นลักษณะของความใฝ่รู้ รักความจริง ชอบเหตุผลนิยมปัญญา ชอบค้นคว้า
แสวงหาสืบสาว ตรวจสอบ และการทดลองจนค้นพบความจริง
และจิตใจของนักเทคโนโลยีที่ใฝ่สร้างสรรค์ และจิตใจแห่งนักอุตสาหกรรมที่เพียรบากบั่นสู้สิ่งยาก
นอกจากจะต้องหันมาสร้างวัฒนธรรมแห่งความใฝ่รู้สู้สิ่งยากแล้ว ท่านยังเห็นว่า
คนไทยยังจะต้องมีวัฒนธรรมแห่งการมองกว้าง คิดไกล และใฝ่รู้ อีกด้วย นั่นก็คือ
คนไทยจะต้องไม่มองเห็นเฉพาะประโยชน์ของตัวเอง ของพวกพ้อง
หรือมองเห็นเฉพาะประโยชน์เฉพาะหน้าเท่านั้น แต่จะต้องมองให้กว้างออกไปในสังคม โลก
และธรรมชาติ ซึ่งมิได้จำกัดขอบเขตอยู่กับเพียงสังคมใดสังคมหนึ่ง
และจะต้องมองในลักษณะของการสร้างสรรค์วัฒนธรรมอีกด้วย นั่นคือ
การที่จะสร้างสรรค์ได้จะต้องมีความใฝ่รู้ในสิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ สิ่งที่สังคมไทยจะต้องดำเนินการอีกประการหนึ่งก็คือ
การรักษาวัฒนธรรมแห่งเมตตาให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ได้แก่
การรักษาความมีน้ำใจ ความรัก ความปรารถนาดี
การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือกันต่างๆ ตลอดจนการนับถือกันเป็นพี่น้อง เป็นต้น
อันเป็นพื้นเพภูมิหลังของสังคมไทยมาแต่เดิม ในขณะเดียวกัน
สังคมไทยก็จะต้องพัฒนาวัฒนธรรมในการแสวงปัญญา คือ ความใฝ่รู้ เข้าถึงความจริง
และการคิดหาทางแก้ไขปัญหาในสิ่งต่าง ๆ
เพื่อที่จะสามารถดำรงสังคมอยู่ได้ในโลกแห่งการแข่งขันในปัจจุบัน การที่คนไทยจะก้าวไปสู่ทิศทางที่กำหนดไว้ได้นั้น
ท่านเห็นว่า “คนไทยจะต้องมีปัญญาที่เข้มแข็ง
จะมองเรื่องอะไรต้องมองให้ชัด จะศึกษาอะไรต้องให้รู้เข้าใจชัด โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนของเรา
จะต้องให้เขาพัฒนาตัวขึ้นมาชนิดที่ได้ปัญญาที่แท้ ไม่ใช่อยู่แค่สักแต่ว่าความโก้
แต่จะต้องกระจ่าง แจ่มแจ้ง เรียนรู้อะไรต้องชัดเจน ให้เกิดปัญญาที่แท้จริง
แล้วเราก็จะมาช่วยแก้ปัญหาสร้างสรรค์สังคมได้จริง สังคมก็จะเดินหน้าไปได้” การพัฒนาสังคมไทยที่จะก้าวไปสู่การเป็น “ประเทศไทย
4.0” เพื่อพัฒนาประเทศให้มีศักยภาพเพื่อก้าวไปสู่การแข่งขันกับนานาชาติ
หรือการที่จะก้าวไปสู่การเป็นผู้นำในเวทีโลก
จึงจำเป็นที่จะต้องนำเอาหลักธรรมและแนวคิดทางพระพุทธศาสนามาปรับใช้ อย่างน้อยก็จะต้องปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมใหม่ โดยหันมาเน้นในการสร้างวัฒนธรรมแห่งความใฝ่รู้และสู้สิ่งที่ยาก
ซึ่งวัฒนธรรมดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้นั้น
ก็ด้วยการศึกษาหรือพัฒนาคนให้มีคุณภาพและศักยภาพนั่นเอง[1]
2.1.2 ประเทศไทย 4.0
กับความเหลี่ยมล้ำในสังคม
1)
ทัศนะของทีดีอาร์ไอเกี่ยวกับประเทศไทย 4.0 สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวกับ “บีบีซีไทย” ว่า
ในเชิงแนวคิด นโยบาย ประเทศไทย 4.0 ถือเป็นทิศทางการพัฒนาประเทศที่ถูกต้อง
เนื่องจากประเทศไทยต้องการนวัตกรรมเข้ามาช่วยพัฒนา แต่เท่าที่ติดตาม
สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ นโยบายนี้มีภาพกว้างแต่ขาดรายละเอียด โดยเฉพาะการพัฒนาคน
ที่ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลบอกว่า ส่วนที่สำคัญที่สุดใน
ประเทศไทย 4.0 ก็คือ คนไทย 4.0
จึงควรให้มีการดึงผู้เชี่ยวชาญหรือคนที่มีทักษะสูงเข้ามาทำงานในเมืองไทย เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับคนไทย
ให้ดูตัวอย่างจากประเทศสิงคโปร์ที่ดึง Expert จากชาติต่าง ๆ
เข้าไปทำงานเป็นจำนวนมาก จนสามารถพัฒนานวัตกรรมของตัวเองได้
แม้รัฐบาลจะให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีไว้ค่อนข้างมาก
ผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มาช่วยผลักดันนโยบายนี้
ทั้งเรื่องของ Cluster, Super Cluster หรือต่อยอด Eastern
Seaboard เพื่อดึงทุนต่างชาติให้เข้ามา แต่เท่าที่ติดตามข่าว
ก็พบว่าภาคเอกชนยังไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร
ทั้งนี้ บีบีซีไทย ได้ตรวจสอบข้อมูลพบว่า
แม้ตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในช่วง 5 ปีหลังจะเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในยุครัฐบาล คสช
ที่มีนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
โดยเฉพาะโครงการที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสูง
ซึ่งตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมด เพิ่มขึ้นเป็น 2.2 ล้านบาท ในปี 2558 จากเพียง
4 แสนล้านบาทในปี 2554
แต่ตัวเลขการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ที่แท้จริง กลับไม่ได้เพิ่มขึ้น
มีลักษณะขึ้น ๆ ลง ๆ ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ตัวเลขเอฟดีไอ ในปี 2554 อยู่ที่ 7 หมื่นล้านบาท ปี 2555 อยู่ที่ 4 แสนล้านบาท ปี 2556
อยู่ที่ 4.9 แสนล้านบาท ปี 2557 เกิดรัฐประหาร กลับลดลงมาที่ 1.6 แสนล้านบาท ส่วนปี 2558 อยู่ที่ 3 แสนล้านบาท นายสมชัยยังกล่าวถึงอุปสรรคอื่น ๆ ของ ไทยแลนด์ 4.0 ว่า โครงสร้างพื้นฐานยังไม่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรมของตัวเอง
ทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิตอล หรือ Soft Infrastructure เรื่องกฎระเบียบต่างๆ
ที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของธุรกิจ ทั้งนี้
ไม่รวมถึงงบประมาณของภาครัฐด้านการวิจัยและพัฒนาที่เพิ่มขึ้นน้อยมาก
ขณะที่ภาคเอกชนที่เตรียมพร้อมสำหรับนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0
ก็มีเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น
ภาครัฐจึงควรเข้าไปช่วยสนับสนุนบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กให้มีศักยภาพเพียงพอต่อการพัฒนาประเทศตามแนวทางนี้
สุวิทย์ เมษินทรีย์ ยืนยันว่า “'นโยบายประเทศไทย 4.0
ตั้งเป้าหมายไว้สูง ถึงขั้นให้ประเทศไทยกลายไปเป็นประเทศโลกที่หนึ่ง
(ประเทศพัฒนาแล้ว) ภายในปี 2575” แม้นโยบายประเทศไทย 4.0
จะถูกท้วงติงว่ายังขาดรายละเอียด
ทว่าสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
ได้นำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่จะใช้บังคับระหว่างปี 2560 – 2564 ซึ่งประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพล.อ.ประยุทธ์
ระบุว่าจะนำนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 ไปบรรจุไว้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ
ท่ามกลางเสียงคัดค้านของสมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่ให้เหตุผลว่า เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว
การนำประเทศไทย 4.0 ไปใส่ไว้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ ที่จะใช้เวลาดำเนินการถึง 20 ปี จึงไม่เหมาะสม ล่าสุดที่ประชุมครม. เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2559
ได้มีมติเห็นชอบให้อนุมัติเบิกจ่ายงบกลาง 125 ล้านบาทเศษ
เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรม เพื่อเผยแพร่นโยบาย ประเทศไทย 4.0
ให้สาธารณชนรับทราบในวงกว้างมากขึ้น
ขณะที่ตัวผู้นำรัฐบาลอย่าง พล.อ.ประยุทธ์
ก็เคยใช้รายการของรัฐบาลที่ออกอากาศทุกคืนวันศุกร์
อธิบายทั้งเรื่องแนวคิดและความคืบหน้าของนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 อยู่หลายครั้งหลายหน
แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลนี้เตรียมที่จะเดินหน้านโยบายนี้อย่างเต็มที่ จึงน่าติดตาม
นโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับประเทศไทยได้มากน้อยเพียงใด
ยิ่งสุวิทย์เคยกล่าวไว้ครั้งหนึ่งว่า “นโยบาย ไทยแลนด์ 4.0
อาจเป็นการปฏิรูปประเทศขนานใหญ่อย่างเป็นระบบครั้งที่ 2 ภายหลังประเทศไทยมีการปฏิรูปขนานใหญ่อย่างเป็นระบบเพียงครั้งเดียว
ในสมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5”
ที่มีการปฏิรูปประเทศให้ไปสู่สังคมสมัยใหม่
ทั้งสร้างระบบราชการดึงอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง รวมไปถึงการพัฒนาสาธารณูปโภคที่จำเป็น
เช่น ไฟฟ้า ไปรษณีย์ โทรเลข รถไฟ ฯลฯ ทั้งนี้
เพื่อไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ล้าหลัง จนเป็นรัฐที่ล้มเหลวไปในที่สุด
พร้อมกับตั้งเป้าหมายไว้สูง ถึงขั้นให้ประเทศไทยกลายไปเป็นประเทศโลกที่หนึ่ง
(ประเทศพัฒนาแล้ว) ภายในปี 2575 หรือในอีก 15 ปีข้างหน้า “สิ่งสำคัญของนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 ก็คือคนไทย
ที่จะต้องพัฒนาตัวเอง ให้เป็นคนไทย 4.0 ด้วย ต้องมาร่วมกันพัฒนา
อย่าหวังพึ่งแต่การช่วยเหลือของรัฐ เหมือนประชานิยมแบบเดิม ๆ”
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ รายนี้ กล่าวทิ้งท้าย
ประเทศไทย 1, 2, 3, 4 ย้อนกลับไป 1.0 ก่อน คือ ประเทศไทยมีการพัฒนาตามลำดับตั้งแต่สังคมแรก ๆ สมัยก่อน ๆ นี้
หลายสิบปีมาแล้วเป็นสังคมเกษตรกรรมที่มีการใช้แรงงานคนและสัตว์อย่างวัวหรือควาย โดยเกษตรกรต้องออกแรง
พอมาถึงไทยแลนด์ 2.0 ก็เริ่มมีภาคอุตสาหกรรมเข้ามาแล้วอาจจะเป็นอุตสาหกรรมเบาบ้าง
โดยเอาเครื่องจักรมาช่วยงานบ้าง พอถึงช่วงไทยแลนด์ 3.0 ก็มีอุตสาหกรรมหนักเข้ามา
มีการลงทุนจากต่างประเทศ ในการแถลงผลงาน 2 ปี ของรัฐบาล
เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2559
ระบุถึงอีกหนึ่งนโยบายสำคัญปีต่อไป คือ การผลักดันประเทศเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิตอล
รัฐบาลไทยหลายชุดที่ผ่านมา พูดถึงปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศไทยว่าติดอยู่ภายใต้ “กับดักรายได้ปานกลาง
(Middle Income Trap)” ซึ่งเป็นศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์ที่ Michael
Spence นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เคยอธิบายไว้ว่า
กับดักรายได้ปานกลาง หมายถึง “เหตุการณ์ที่ประเทศกำลังพัฒนาส่วนหนึ่งเคยประสบความสำเร็จจากการใช้ข้อได้เปรียบจากการส่งออกสินค้าที่ใช้แรงงานราคาถูก
จนทำให้ประชากรมีรายได้ที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง”
แต่เมื่อตลาดโลกมีรูปแบบการแข่งขันที่แตกต่างและซับซ้อนมากขึ้น
การผลิตในรูปแบบเดิม ๆ
ก็กลายเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว แนวทางที่หลาย ๆ ฝ่าย
พูดถึงการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง คือ การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีให้มากขึ้น
เพื่อสร้างข้อได้เปรียบใหม่ ๆ ในการแข่งขันของประเทศ
อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาดังกล่าวก็อาจต้องใช้ระยะเวลา โดยในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ
ฉบับที่ 12 (ใช้บังคับระหว่างปี 2560 – 2564) ระบุว่าการจะก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้
จะต้องใช้นวัตกรรมเพิ่มรายได้ต่อหัวต่อจำนวนประชากร
และต้องแก้ไขปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ
ระบุว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง
เปลี่ยนจากการเพิ่มมูลค่าเป็นการสร้างมูลค่า จากทำมากได้น้อย ให้เป็นทำน้อยได้มาก
ซึ่งประเทศไทยยุค ไทยแลนด์ 4.0
จะเป็นยุคแห่งการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เพื่อพ้นกับดักดังกล่าว
2)
ประเทศไทย 4.0 กับการสถาปนอำนาจประชารัฐ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล วิพากษ์โครงการ “ไทยแลนด์ 4.0” และ “ประชารัฐ”
ชี้ให้เห็นความพยายามสถาปนาอำนาจ และกีดกันนักการเมืองออกไปจากเกมนี้ โดยเมื่อ 19 มิถุนายน 2560 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ได้จัดงานเสวนา “Direk’s Talk ทิศทางการเมืองโลก
ทิศทางการเมืองไทย และนโยบายสาธารณะ” ในงานมีปาฐกถา โดย “เสกสรรค์ ประเสริฐกุล” อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง “การเมืองไทยกับสังคม 4.0”
มีสาระว่า
ความหมายของการเมืองที่จะใช้วันนี้เป็นการเมืองในระดับกว้างสุด กินความรวมทั้ง
นักการเมืองในระบบและนักการเมืองนอกระบบ
ทั้งที่แสวงหาชัยชนะในการเลือกตั้งและแสวงหาอำนาจโดยผ่านการแต่งตั้ง ในช่วง 3 – 4 ปีที่ผ่านมา มักการพูดถึงการเมืองโดยโยงนัยยะ
เพียงนักการเมืองและพรรคการเมืองเท่านั้น
ทำให้เข้าใจกันผิดว่ามีแต่นักการเมืองที่เล่นการเมือง ฝ่ายอื่น ๆ
ไม่ได้เล่นการเมือง คำพูดแบบรวบรัดดังกล่าว เมื่อนำมาบวกกับเรื่องของคนดี คนไม่ดี
จึงได้ข้อสรุปว่า นักการเมืองที่เคยกุมอำนาจโดยผ่านการเลือกตั้ง ล้วนเป็นคนไม่ดี
ส่วนคนที่อยู่ในเวทีอำนาจด้วยวิธีอื่นล้วนไม่ใช่นักการเมือง
ดังนั้นจึงเป็นคนดี
ซึ่งคำพูดดังกล่าวขัดต่อหลักธรรมชาติของความจริง
เพราะที่ไหนมีอำนาจที่นั้นมีการเมือง มีคนเล่นการเมือง
เล่นคนที่มาเกี่ยวข้องกับอำนาจ มีดีมีชั่วบ่นกันไป ตั้งแต่ 22 พ.ค. 2557 มาจนถึงการร่างและประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งหมดเกิดขึ้น เพราะมีคนเชื่อว่าตัวเองกำลังทำความดี
เอาคนไม่ดีลงมาจากเวทีอำนาจ จากนั้นก็เขียนกติกาขึ้นมาใหม่
เพื่อป้องกันไม่ให้คนไม่ดีกลับมามีอำนาจหรือถูกฝ่ายคนดีควบคุมอย่างเข้มข้น
หากดูจากรัฐธรรมนูญจะมองเห็นเจตจำนงของผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เปลี่ยนระบบเลือกตั้งแบบเดิมให้เป็นระบบใหม่
ที่เรียกว่า จัดสรรปันส่วนผสม
ที่ทำให้อิทธิพลของพรรคใหญ่ถูกจำกัดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ
และส่งเสริมโอกาสของพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก
ระบบดังกล่าวจะทำให้เสียงข้างมากของพรรคเดียวเป็นไปได้ยาก และรัฐบาลที่ตั้งขึ้น
อาจจะต้องเป็นรัฐบาลผสม ซึ่งไม่ค่อยมีเสถียรภาพ คือ
ระบบเลือกตั้งส.ส.บัญชีรายชื่อได้ถูกดัดแปลงให้ขึ้นกับการเลือกตั้งส.ส.เขตและระบบนี้ทำให้การเสนอนโยบายในระดับชาติ
ของพรรคการเมืองถูกลดความสำคัญลง เพราะการเลือกตั้งเดิมที่ผ่านมา
ผู้ลงคะแนนจะเน้นตัวบุคคลมากกว่าพรรค แต่การเลือกส.ส.รายชื่อเป็นการเลือกพรรคที่นโยบายโดนใจ
ทั้งนี้เมื่ออำนาจของนักการเมืองและพรรคการเมืองถูกจำกัดลงทั้งโดยตรงและโดยอ้อม
ยังเปิดพื้นที่ทางการเมืองใหม่ ให้ชนชั้นนำภาครัฐอย่างเต็มที่
โดยกำหนดให้ราชการชั้นสูง
เป็นทั้งกรรรมการสรรหาและได้รับการสรรหามาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและกลไกควบคุมต่าง
ๆ และบทบาทอำนาจฝ่ายตุลาการได้ถูกยกระดับให้สูงขึ้น และแผ่ขยายออกไปมาก
ประเด็นสำคัญบทเฉพาะกาลยังได้กำหนดให้ส.ว.ชุดแรกมาจากการแต่งตั้งโดยคสช.
และกำหนดให้มีอำนาจร่วมกับส.ส.ในการรับรองหรือไม่รับรองนายกฯ
สามารถให้นายกฯอยู่นอกรายชื่อของพรรคการเมืองได้ ทำให้เห็นชัดเจนว่า เจตนารมณ์ขอรัฐธรรมนูญอยู่ตรงไหน
“ดังนั้น ฉากที่จะเกิดขึ้น คือ
พรรคการเมืองจำนวนหนึ่งผนึกกำลังกันหนุนผู้นำจากกองทัพ
ทั้งเพื่อกีดกั้นพรรคที่เคยชนะพวกเขา”
นอกจากนี้หากดูบทบัญญัติแผนและขั้นตอนการปฏิรูประเทศกับพ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ
ซึ่งต้องออกมาภายใน 4
เดือนหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญประกาศใช้
หมายถึงรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งแทบกำหนดนโยบายเพิ่มไม่ได้เลยและอาจจะต้องกลายเป็นผู้สืบทอดนโยบายคสช.เสียเอง
และรัฐธรรมนูญ 2560
ทำให้แก้ไขได้ยากจนถึงขั้นเกือบไม่ได้ซึ่งเหมือนผู้ร่างวัตถุประสงค์จะตรึงโครงสร้างดังกล่าวไว้ให้นานแสนนาน
ดังนั้น เมื่อบวกรวมกับช่วงรัฐบาลทหารปกครองโดยตรง
การกุมอำนาจของชนชั้นนำภาครัฐ คงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 9 – 10 ปี “เสกสรรค์” ระบุต่อว่า แม้ว่าผลการลงประชามติ 7 ส.ค. 2559 ได้รับการยอมรับแต่การที่รัฐธรรมนูญสอบผ่านประชามติ
แต่ก็มีคนจำนวนมหาศาลแอบคิดต่างอยู่เงียบ ๆ ดังนั้นการวางแผนผังจัดสรรอำนาจ
โดยไม่สอดคล้องกับดุลอำนาจของสังคมที่เป็นอยู่
โดยผลักดันครอบงำของฝ่ายอนุรักษ์มากเกินจริง
จึงทำให้กับซ้อนแรงเสียดทานและระเบิดเวลาไว้ตั้งแต่ต้น
เพราะผู้ร่างกำหนดให้เสียงของประชาชนมีผลน้อยที่สุดในการจัดตั้งรัฐบาลและการกำหนดนโยบาย
เราคงต้องยอมรับว่า การยึดอำนาจของชนชั้นนำภาครัฐในครั้งนี้
มีมวลชนสนับสนุนอยู่ไม่น้อย เพราะรัฐประหาร 57
ได้รับการเรียกร้องและนำร่อง ด้วยการเคลื่อนไหวมวลชน
ซึ่งขยายตัวกลายเป็นยุทธการที่โจมตีรัฐบาลจากาการเลือกตั้งและล้มกระดานประชาธิปไตยในคราเดียวกัน
แม้ว่าที่ผ่านมาทั้งทหารและขบวนที่นำร่างต่างก็ยืนยันว่า ต้องการสร้างประชาธิปไตย
ฉบับที่ดีกว่า แต่โดยไม่เป็นทางการ ถ้าติดตามข่าวสารในสื่อหลักและในโซเชียลมีเดีย
จะพบว่าปัจจุบัน มีคนที่สนับสนุน ระบอบเผด็จการอย่างเปิดเผยมากขึ้น
และเท่าที่มีการแสดงออกบรรดากลุ่มทุนใหญ่และกลุ่มคนชั้นกลางในเมือง
ดูค่อนข้างจะสบายกับรัฐบาลอำนาจนิยมมากว่ารัฐบาลประชาธิปไตยอย่างชัดเจน คำตอบน่าจะอยู่นโยบาย
2 ประการ คือ 1)
การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อยกระดับประเทศไทยไปสู่ประเทศรายได้สูงหรือนโยบายไทยแลนด์ 4.0 2)
นโยบายขับเคลื่อนจุดหมายทางเศรษฐกิจดังกล่าวด้วยกลไกประชารัฐ
หากดูภายนอกแล้วนโยบายทั้ง 2 อย่างดูเป็นเรื่องเศรษฐกิจ
แต่เสกสรรค์คิดว่าเป็นมาสเตอร์แพลนในการช่วงชิงมวลชน
และการสร้างความชอบธรรมใหม่ของชนชั้นนำภาครัฐที่แยบยลมากเป็นส่วนสำคัญของการยึดพื้นที่ทางการเมืองเพื่อสถาปนาอำนาจนำ
ซึ่งเป็นการวางแผนที่เป็นระบบ และบูรณาการการโจมตีจากทุกมิติเข้าด้วยกัน นโยบายไทยแลนด์
4.0 รัฐบาลยังคงยึดโยงอยู่กับระบบทุนโลภาภิวัฒณ์
ซึ่งโครงการต่าง ๆ
จะเป็นการดึงการลงทุนจากต่างประเทศและรัฐบาลยังมีการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน
มีโครงการขนส่งในระดับต่าง ๆ
แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้ลดความเหลื่อมล้ำหรือการกระจายรายได้ในอัตโนมัติและผลประโยชน์สูงสุดจะต้องตกไปอยู่ฝ่ายทุนอย่างแน่นอน
ส่วนปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ประเทศไทยถูกจัดเป็นประเทศเหลื่อมล้ำอันดับ 3 ของโลก
ทรัพย์สินที่แสดงให้เห็นความเหลื่อมล้ำได้อย่างชัดเจน คือ
ที่ดินเกษตรกรกว่า 40 เปอร์เซ็นต์
ไม่มีที่ดินทำกิน ขณะที่คนไทยมากกว่า 3 ใน 4 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินใด ๆ เลย แต่นักธุรกิจบางตระกูลกับครอบครองที่ดิน
ถึง 630,000 ไร่ โฉนดที่ดิน 61 เปอร์เซ็นต์อยู่ในมือประชาชน 10
เปอร์เซ็นต์ที่รวยที่สุด ความเหลื่อมล้ำทางด้านทรัพย์
นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางด้านโอกาส
โดยเฉพาะโอกาสทางการศึกษาและทางเลือกในการประกอบอาชีพ นโยบายไทยแลนด์ 4.0
มีจุดหมายที่ดี ในการมุ่งพาประเทศก้าวให้พ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง
แต่คำถามมีอยู่ว่า คนไทยพร้อมแค่ไหนในการก้าวไปสู่การทำงานในระบบเศรษฐกิจ 4.0
ประเด็นความเหลื่อมล้ำยังเข้ามาเป็นอุปสรรคอย่างเลี่ยงไม่พ้น จากตัวเลขผู้มีงานทำ 37.4 ล้านคน แรงงานในระบบ มีอายุ 40 ปี ขึ้นไปถึง 46 เปอร์เซ็นต์ และสัดส่วนแรงงานในระบบ 50.5
เปอร์เซ็นต์ เรียนหนังสือไม่เกินชั้นประถม ในจำนวนนี้ มี 1.2
ล้านคน ที่ไม่มีการศึกษาเลย ในเมื่อแรงงานครึ่งหนึ่งมีอายุมากและมีการศึกษาน้อย
การปรับตัวยกระดับทักษะให้เป็นแรงงาน 4.0 คงทำได้ยากทีเดียว ยิ่งกว่านั้น
อำนาจต่อรองของคนงานลดลงมาก เพราะการผลิตการค้าและบริการ
นับวันจะใช้แรงงานคนน้อยลง
โดยมีคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์เข้ามาแทนที่
แม้ฝ่ายผู้ประกอบการดูเหมือนมีความพร้อมมากกว่าในยุค 4.0
แต่เรื่องแรงงานในระยะเปลี่ยนผ่าน จึงจะนำกลับมาสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
“เสกสรรค์” ระบุอีกว่า
ผู้บริหารปัจจุบันรู้ปัญหาดีอยู่แล้ว จึงหันมาใช้รัฐสวัสดิการอ่อน ๆ
ระบบสังคมสงเคราะห์ เพื่อทดแทนแรงกดดันจากชนชั้นล่างสุด
จึงได้เตรียมงบประมาณไว้ถึง 8 หมื่นล้านบาท
สำหรับการช่วยเหลือดูแลคนจนที่มาลงทะเบียนไว้ 14 ล้านคน
โดยคิดยุทธศาสตร์ที่ว่ากลไก “ประชารัฐ” ขึ้นมา เป็นเครื่องจักรใหญ่อีกตัวในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ทั้งไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการเติบโตของจีดีพีเท่านั้น
ยังมีเป้าหมายลดความเลื่อมล้ำและกระจายรายได้ไปพร้อม ๆ กัน ตามนโยบายประชารัฐ
โดยรัฐราชการ เสนอตัวเป็นแกนนำประสานระหว่างทุนให้กับธุรกิจรายย่อย
หรือแม้แต่เกษตรกรในท้องถิ่นต่าง ๆ โดยมีเครือข่ายภาคประชาสังคมเป็นภาคีขับเคลื่อนด้วย
ด้วยเหตุดังนี้นโยบายประชารัฐ จึงมีนัยยะทางการเมืองสูงมาก ทั้งนี้การจับมือระหว่างภาครัฐ
ภาคประชาสังคมและภาคธุรกิจเอกชน เคลื่อนไหวสู่มวลระดับฐานราก
ซึ่งทับซ้อนกับฐานเสียงของนักการเมือง
เรื่องนี้หากทำสำเร็จก็จะส่งผลให้การเมืองภาคตัวแทนกลายเป็นโมฆะได้
คือความพยายามแปรความขัดแย้งทางด้านชนชั้นและความร่วมมือทางด้านชนชั้น
ภายใต้การนำของรัฐราชการ กลไกลประชารัฐ
จึงมีกลิ่นไอความรักความสามัคคีของคนในชาติพอสมควร ถือเป็นนโยบายลอยแพ
ตัดตอนนักการเมืองตั้งแต่แรก
ด้วยการทำให้พวกเขากลายเป็นคนนอกกระบวนการพัฒนาประเทศหรือเป็นแค่ผลพลอยได้ของสูตรแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ
และนโยบายถูกออกแบบมาหักล้างตอบโต้นโยบายประชานิยมโดยตรง
สิ่งที่คสช.เสนอนับเป็นการท้าทายครั้งใหญ่ต่อนักการเมืองและพรรคการเมือง
ตลอดจนนักทฤษฎีฝ่ายประชาธิปไตย
ซึ่งถ้าพวกเขาไม่เห็นด้วยกับผังอำนาจและแนวทางบริหารประเทศแบบท็อปดาวน์
ก็คงต้องมีข้อเสนอแตกต่างในระดับที่ยิ่งใหญ่พอ ๆ กัน
ถ้าพรรคการเมืองใดคิดอะไรไม่ได้มากไปกว่าชนชั้นนำภาครัฐ
หรือไม่กล้าแตะต้องลัทธิเสรีนิยมใหม่ หรือไม่กล้าคิดต่างในเรื่องใหญ่ ๆ
พรรคเหล่านั้น ก็เป็นแค่กลุ่มแสวงหาอำนาจ และเป็นแค่ส่วนตกแต่งของพลังอำนาจที่ขับเคลื่อนรัฐราชการและควบคุมสังคมไทยอยู่แล้ว
แต่เรื่องนี้มีความเป็นไปได้อยู่ไม่น้อย
เพราะนักการเมืองและพรรครุ่นเก่าจำนวนหนึ่ง ล้วนเติบโต
จากช่วงระบบประชาธิปไตยครึ่งใบ
จึงคุ้นเคยกับการร่วมมือกับชนชั้นนำภาครัฐจัดตั้งรัฐบาลที่มีนายกคนนอก
ดังนั้นฉากที่จะเกิดขึ้น คือ
พรรคการเมืองจำนวนหนึ่งผนึกกำลังกันหนุนผู้นำจากกองทัพ
ทั้งเพื่อกีดกั้นพรรคที่เคยชนะพวกเขา มาในการเลือกตั้งหลายครั้งหลัง
และชิงส่วนแบ่งทางอำนาจมาไว้กับตน แม้จำต้องเล่นบทพระรองก็ตาม อย่างไรก็ตามการดูถูกหมิ่นและหยามนักการเมืองและพรรคการเมือง
จึงเป็นสิ่งที่ชนชั้นนำภาครัฐแสดงออกอย่างเปิดเผยตลอดมาหลังช่วงรัฐประหาร
คณะรัฐประหารและมวลชนที่สนับสนุน มักจะใช้วาทกรรมต่อต้านคอรัปชั่น
พุ่งเป้าใส่พรรคการเมือง ซึ่งตอนแรกอาจหมายถึงพรรครัฐบาลที่ถูกโคลน แต่ต่อมา
กับออกไปในทางเหมารวมนักการเมืองทั้งหมด ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ราชการกับพ่อค้า
นักธุรกิจต่างหาก ที่เป็นต้นตอการทุจริตในประเทศไทย
และการคอรัปชั่นก็ไม่ได้หายไปในช่วงการปกครองแบบอำนาจนิยม คำถาม 4 ข้อ เรื่องธรรมาภิบาล ซึ่งฝ่ายรัฐ ตั้งขึ้นและรณรงค์ ช่วยกันตอบ
แท้จริงแล้ว คือ การเปิดฉากรุกทางการเมือง ต่อบรรดานักการเมืองอีกระลอกหนึ่ง
โดยช่วงชิงก่อนการเลือกตั้งจะเกิดขึ้น
เป็นวิธีที่ต้องการสถาปนาความชอบธรรมของตนและลดทอนความชอบธรรมของคู่แข่ง
ตอนท้าย “เสกสรรค์” ชี้ว่า การเมืองในยุคไทยแลนด์ 4.0
มีแนวโน้มที่จะไปได้ทั้ง 2 ทาง ทางแรก
นักการเมืองเล่นบทหางเครื่อง คอยผลัดหน้าทาแป้งกับชนชั้นนำภาครัฐ
ที่จะกุมอำนาจต่อในฐานะรัฐบาลประชาธิปไตย กลายเป็นการเมืองระบอบ เกี้ยเซี้ย
หรือเกี้ยเซี้ยธิปไตย ทางที่สอง พรรคการเมืองสวนใหญ่อาจจะผนึกกำลังกัน
ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ที่สร้างสรรค์ โดยมีข้อเสนอแนะ ข้อโต้แย้ง เชิงนโยบายที่แตกต่าง
จากแนวคิดของฝ่ายอนุรักษ์นิยม ถ้าเกิดขึ้นจริงจะเป็นปรากฏการณ์ที่เร้าใจยิ่ง
และเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาการเมืองในประเทศเรา[2]
2.1.3 ประเทศไทย 4.0
กับการขาดทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
1)
ประเทศไทย 4.0 เกิดไม่ได้ถ้ามหาวิทยาลัยไม่เชื่อมโยงกับสังคม หมอวิจารณ์ฟันธงไทยแลนด์ 4.0 เกิดไม่ได้
ถ้ามหาวิทยาลัยไทยไม่ปรับให้เชื่อมโยงกับสังคมและทำงานร่วมกัน ศาสตราจารย์
นายแพทย์วิจารณ์ พานิช นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล
และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
และได้นำเสนอปาฐกถาในหัวข้อ “พันธกิจมหาวิทยาลัยกับสังคมในยุคทองแห่งโอกาส”
ที่เวทีการประชุมระดับชาติ พันธกิจมหาวิทยาลัยกับสังคม (Engagement
Thailand) ครั้งที่ 6
ที่หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดยเป็นการประชุมและเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันของเครือข่ายนักวิชาการที่ทำงานกับชุมชนและสังคมจากมหาวิทยาลัยต่าง
ๆ กว่า 200 คน จากทั่วประเทศ ศาสตราจารย์ นายแพทย์วิจารณ์
ระบุว่า สังคมไทยปัจจุบันติดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง
และกำลังพยายามแสวงหาทางออกด้วยยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0
ทว่าด้วยต้นทุนทั้งทางมนุษย์ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่ไม่เข้มแข็งอย่างที่เป็นอยู่
มีความเป็นไปได้ต่ำมากที่จะสามารถบรรลุถึงไทยแลนด์ 4.0
และจะปฏิรูปสังคมสู่เป้าหมายตามที่รัฐบาลวางไว้ในอีก 20
ปีข้างหน้า
มหาวิทยาลัยเป็นกลไกเชิงสถาบันที่สำคัญที่สุดที่สามารถจะผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เอื้อต่อการพัฒนาสู่ไทยแลนด์
4.0
แต่กระบวนทัศน์ของมหาวิทยาลัยในปัจจุบันเน้นเรื่องของศาสตร์เชิงทฤษฎีไม่ใช่ศาสตร์เชิงปฏิบัติ
ทำให้ไม่สอดคล้องและสนับสนุนการพัฒนาสู่ไทยแลนด์ 4.0
ที่เน้นการเพิ่มมูลค่าและคุณค่าด้วยนวัตกรรมและการทำงานแบบบูรณาการ
การสร้างองค์ความรู้ที่อยู่ห่างไกลจากพื้นที่และการปฏิบัติจริงจึงไร้ประโยชน์ต่อการพัฒนาในทิศทางใหม่
“ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยทำงานเพื่อมหาวิทยาลัย
อาจารย์ก็ทำงานเพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการ นิสิตนักศึกษาก็เป็นผู้รับหรือผู้เสพความรู้ที่อาจารย์จัดมาให้
เวลาทำงานกับชุมชนหรือสังคมจะเป็นในลักษณะการช่วยเหลือหรือการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology
Transfer) ความสัมพันธ์เลยเป็นแบบแนวดิ่ง เป็นแบบอาจารย์เก่ง
นักวิชาการรู้ดีกว่าเขา ซึ่งตรงนี้ต้องเปลี่ยนเลย
ต้องเปลี่ยนเป็นการมีพันธกิจร่วมกันเพื่อสังคม” เท่าที่เป็นอยู่มหาวิทยาลัยมักมีพันธกิจพื้นฐานใน
4 เรื่องด้วยกัน คือ การเรียนรู้และผลิตบัณฑิต
การสร้างความรู้และการวิจัย การบริการวิชาการ และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
ทว่าศาสตราจารย์ นายแพทย์วิจารณ์มองว่ากระบวนทัศน์ดังกล่าว
ไม่เพียงพอต่อการปรับเปลี่ยนสู่การพัฒนาตามยุทธศาสตร์ใหม่
และจำเป็นต้องขยายไปสู่การทำงานแบบมีพันธกิจร่วมกันกับสังคม ซึ่งมีหลักการอยู่ใน 4 เรื่องคือ (1) การร่วมคิดร่วมทำแบบหุ้นส่วน (2) เกิดประโยชน์แก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย (3)
มีการใช้ความรู้และเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน (4)
เกิดผลกระทบต่อสังคมที่ประเมินได้ “เราต้องเปลี่ยนจากการให้ความช่วยเหลือมาเป็นการร่วมกันคิดร่วมกันสร้างโจทย์และหาทางออกร่วมกัน
แบบหุ้นส่วนร่วมทุน จะทำให้เกิดความสัมพันธ์แนวราบ และเป็นแบบ Win-Win-Win กันทุกฝ่าย เหมือนอย่างในเยอรมันที่อาจารย์ทำวิจัยจากโจทย์เชิงปฏิบัติจากท้องถิ่น
จากสถานประกอบการ จากชีวิตจริง จนเป็นเหมือนเป็น DNA ของการศึกษาเค้าไปแล้ว
นอกจากนี้นิสิตนักศึกษาก็ต้องมีการจัดกระบวนการเรียนรู้ในลักษณะที่บูรณาการกับกิจกรรมที่เป็นพันธกิจกับสังคมเหล่านี้ด้วย
มันจะเป็นคุณูปการต่อทุกฝ่าย” นายแพทย์วิจารณ์กล่าว ยิ่งไปกว่านั้น
นักวิชาการในศาสตร์ต่าง ๆ ต้องเริ่มที่การทำงานร่วมกันในลักษณะสหวิทยาการ พร้อม ๆ
กับที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็ต้องร่วมมือกัน เพื่อเสริมศักยภาพของกันและกัน
และเติมเต็มจุดที่อีกฝ่ายขาด แทนที่จะแข่งขัน และทำงานซ้ำซ้อนกันแต่ไม่เกิดทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล
“ถ้าเราเปลี่ยนไม่ได้ในแนวทางที่เป็นการสร้างพันธกิจร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับสังคมซึ่งจะทำให้คนที่มีศักยภาพที่สุดของประเทศรู้สึกกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับชุมชนและสังคม
รู้สึกเดือดร้อนเจ็บปวดและชื่นชมไปด้วยกัน สามารถพัฒนานวัตกรรมที่เป็นฐานของ 4.0 จากความต้องการและโจทย์ของสังคมจริง
ๆ ผมฟันธงเลยว่า ไทยแลนด์ 4.0 ไม่เกิด
จริงๆอาจจะช้าไปแล้วที่มาทำเอาในช่วงมหาวิทยาลัย น่าจะต้องไปทำตั้งแต่อนุบาล
แต่ในระดับโครงสร้าง มหาวิทยาลัยเป็นกลไกระดับสถาบันที่มีความพร้อมที่สุด” ศาสตราจารย์ นายแพทย์วิจารณ์ทิ้งท้าย[3]
2)
อยากทันสมัยประเทศไทย 4.0 แต่ไม่สร้างเด็กคิดเป็น ครูสอนภาษาอังกฤษชื่อดัง แอนดรูว์ บิ๊กส์ เขียนบทความลงบางกอกโพสต์ เรื่อง
“เหล่าไดโนเสาร์ต้องเผชิญหน้าความเป็นจริง” โดยวิจารณ์ว่า นโยบายการศึกษาไทยไม่สร้างเด็กให้คิดเป็น ยังต้องท่องจำ
ต้องคิดเหมือนกันหมด แม้จะเน้นเทคโนโลยี
แต่ระบบการศึกษาและสังคมกดไม่ให้คนมีไอเดียใหม่ ยกกรณี เนติวิทย์ บางคนอาจตราหน้าว่าเขาสร้างปัญหา
แต่คนแบบนี้ประเทศไทยกำลังต้องการ
ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องต้อนรับขับสู้คนแบบนี้ เมื่อ 14
พ.ค. 2560 แอนดรูว์ บิ๊กส์ พิธีกรโทรทัศน์
คอลัมน์นิสต์หนังสือพิมพ์ และครูสอนภาษาอังกฤษชื่อดังชาวออสเตรเลีย เจ้าของผลงาน “ภาษาอังกฤษง่ายนิดเดียว” โดยตอนหนึ่งในงานนิทรรศการการศึกษา
EdTex ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แอนดรูว์
ได้วิจารณ์ว่า ในขณะที่นักวิชาการ นักการเมือง อาจารย์ นักเรียน
ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
ระบบการศึกษาไทยต้องเป็นระบบการศึกษาที่มีนวัตกรรมและใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์
ทว่า ความเห็นพ้องต้องกันดังกล่าวกลับดูย้อนแย้งกับระบบการศึกษาของไทยที่ใช้มาเนิ่นนาน
ที่ให้ความสำคัญกับ “ขนบธรรมเนียม”และ“การเคารพนอบน้อม”
ระบบการศึกษาของไทยนั้นผิดเพี้ยนไปทั้งระบบ
หลักสูตรการเรียนการสอนระดับชาติได้ให้ความสำคัญกับการที่ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
โรงเรียนทั้งหลายยังคงจมปลักอยู่กับวัฒนธรรมการสอนอายุหลักร้อยปีที่ครูเป็นผู้สอนนักเรียนเป็นผู้ฟังถ้าไม่ถามก็ไม่พูด
ผลการสอบวัดผลระดับประเทศหรือ O-Net ทั่วประเทศเมื่อปีที่แล้ว
คะแนนเฉลี่ยรวมของ 5 รายวิชา ได้แก่ วิชาภาษาอังกฤษ ภาษาไทย
คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ทั่วประเทศต่ำกว่าร้อยละ 50
ภาษาอังกฤษยังครองแชมป์คะแนนต่ำสุดที่บางโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดห่างไกลได้คะแนนเฉลี่ยเพียง
17 คะแนน ส่วนปีนี้คะแนนดีขึ้น คือ
มีวิชาที่คะแนนเฉลี่ยทั่วประเทศเกินร้อยละ 50
วิชาเดียวได้แก่ วิชาภาษาไทย ที่เหลือ 4
วิชาคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าครึ่งทั้งหมด สังคมไทยกำลังกลายสภาพเป็นสังคมสูงวัย
จำนวนประชากรที่ลดลงทำให้จำนวนนักเรียนนักศึกษาลดลงไปตาม
มหาวิทยาลัยเอกชนก็ลดจำนวนอาจารย์ลงเพราะบางสาขาวิชาไม่มีคนมาเรียน นอกจากนั้น
แผนนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลที่มุ่งผลักดันไทยให้ก้าวไปสู่ศตวรรษที่ 21
และความจำเป็นของไทยที่ต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับภูมิภาคอาเซียนและโลก
ล้วนต้องใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีทั้งสิ้น
โดยแอนดรูวส์ตั้งคำถามว่า ไทยพร้อมรับสิ่งที่เรียกว่า นวัตกรรม แล้วจริงหรือ
“ในขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ
ยังใช้โครงสร้างและปรัชญาการศึกษาแบบเก่า ๆ
ที่กำลังเดินต้วมเตี้ยมเหมือนไดโนเสาร์ยุคโบราณกำลังเผชิญหน้ากับอุกกาบาตที่จะสร้างความพินาศให้แก่โลก
แต่กลับมีเสียงเรียกร้องให้เกิดนวัตกรรมและการใช้เทคโนโลยี”ปัญหาใหญ่ในระบบการศึกษาไทยซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการ
นักการเมือง ผู้สอน และผู้เรียนมากที่สุดประเด็นหนึ่ง คือ
ระบบการศึกษาไม่สร้างความคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ให้ผู้เรียน การคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ คือ ความท้าทายกับจารีต
การมองหาข้อบกพร่องเพื่อพังทลาย การสร้างข้อเท็จจริงและตัดสินมันในเชิงคุณค่า การคิดเชิงวิพากษ์
คือ การตั้งคำถามว่า “คุณคิดเห็นอย่างไร” แล้วปล่อยให้มีการแสดงออกได้อย่างเสรี
แต่ตรงกันข้ามสภาพแวดล้อมของห้องเรียนเมืองไทย
กลับยังมุ่งเน้นให้ท่องจำพระนามของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัยอยุธยา
รวมถึงท่องจำค่านิยม 12 ประการให้ขึ้นใจ นวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้จากการที่เด็กไทยสามารถวิจารณ์
สังเคราะห์และประเมินคุณค่าได้ แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วสังคมไทยต้องการให้เยาวชนไทยทำเช่นนั้นได้จริงหรือ
เราพยายามจินตนาการว่ามีนักเรียนยกมือถามในห้องเรียนที่กำลังท่องจำค่านิยม
12 ประการ ว่า “ทำไมหนูต้องรักประเทศด้วยคะอาจารย์
ในเมื่อนักการเมืองและบุคลากรของรัฐบาลพากันทุจริต
หรือไม่ก็เพื่อนของเธอตั้งคำถามต่อว่า ทำไมการที่ผมไม่นับถือศาสนา
ไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริงทำให้ผมกลายเป็นคนไม่ดีไปได้ หรืออาจจะมีคำถามว่า
เรื่องเคารพผู้อาวุโสนี่มันรวมไปถึงนักการเมืองและคนในรัฐบาลที่โกงกินด้วยหรือเปล่า
หนูต้องไหว้พวกเขาด้วยไหม แต่นักเรียนเหล่านั้นมีเพียงในจินตนาการเท่านั้น
และในสภาวการณ์เช่นนี้ก็เหมาะสมแล้ว
เราไม่กล้าจะคิดว่านักเรียนแบบนั้นจะต้องเจอความลำบากยากเข็ญอะไรบ้างถ้าถามออกไปเช่นนั้นจริง
ๆ บทความตอนหนึ่งเขายังระบุว่า กรณีเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อดีตนักเรียนที่เคลื่อนไหวเพื่อให้ยกเลิกการบังคับตัดผมทรงนักเรียน
เพิ่งได้รับเลือกให้เป็นประธานสภานิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า
เป็นตัวอย่างของการคิดวิเคราะห์และท้าทาย แต่ผลที่ได้คือสังคมพากันทับถมเขา เนติวิทย์คัดค้านการรับน้องที่รุ่นพี่กดขี่รุ่นน้องโดยอ้างว่าต้องการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ทำให้มีนักศึกษาตายปีละคนสองคน
นอกจากนั้น เขายังคัดค้านการหมอบกราบที่พระบรมรูปทรงม้า
และคัดค้านการเกณฑ์ทหาร
การกระทำของเขาถือเป็นการกระตุ้นโทสะของเหล่าอนุรักษ์นิยมขวาจัด
รวมถึงตัวนายกรัฐมนตรีที่ออกมาให้ความเห็นติติงเนติวิทย์ด้วย
“ความเชื่อของเนติวิทย์มาจากการวิพากษ์และประเมินสภาพการณ์ว่า
จำเป็นแค่ไหนที่คนต้องหมอบกราบรูปปั้นของกษัตริย์ที่ยกเลิกการหมอบกราบ” ดังนั้น
คนไทยรุ่นที่อาบน้ำร้อนมาก่อนควรคาดว่าจะต้องเจอลักษณะการตั้งคำถามดังกล่าวถ้าต้องการให้เยาวชนในชาติมีทักษะการวิพากษ์วิจารณ์
การสังเคราะห์และประเมินผลที่ประเทศกำลังต้องการ กรณีของเนติวิทย์เป็นเรื่องของคนที่มีความคิดไปไกลกว่าขอบเขตของวัฒนธรรมไทย
ซึ่งจริง ๆ แล้วนวัตกรรม ก็คือการค้นหาแนวความคิด วิธีการใหม่ ๆ
นอกเหนือไปจากชุดความคิดที่มีอยู่ไม่ใช่หรือบางคนตราหน้าเนติวิทย์ว่าเป็นตัวสร้างปัญหา
แต่นั่นคือสิ่งที่ประเทศไทยกำลังต้องการ ที่นี่ต้องการตัวปัญหาจำนวนมากที่มุ่งมั่นจะก่อปัญหา
สร้างความปั่นป่วนให้กับระบบการศึกษาไทย
ที่กำลังถูกประเทศอื่นในภูมิภาคแซงหน้าไปเรื่อย ๆ “อาจจะฟังแล้วเจ็บ
แต่คนประเภทเนติวิทย์นี่แหละที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ ไทยแลนด์ 4.0”[4]
2.1.4 ประเทศไทย 4.0
กับการไม่เปิดกว้างในเรื่องการสื่อสาร
1)
คุมเข้มอินเทอร์เน็ตเป็นอุปสรรคของประเทศไทย 4.0 สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ วิพากษ์อินเทอร์เน็ตไทยว่า ถ้ารัฐยิ่งปิดกั้นสื่อ ความหวังเดินนโยบาย 4.0 ไม่มีทางเกิดขึ้นแนะทางออก เปิดข้อมูลเสรี เข้าถึงง่าย นำไปต่อยอดธุรกิจได้ เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2560 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง
กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แถลงข่าวการประชุมนานาชาติ “เวทีอภิบาลอินเทอร์เน็ตภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก “APrIGF 2017” ณ อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนหนึ่ง สมเกียรติ
ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวถึงยุทธศาสตร์ไทยแลนด์
4.0 กับนโยบายอินเทอร์เน็ตของไทย ว่า บทบัญญัติเรื่องของอินเทอร์เน็ตในเมืองไทยน่าสนใจมาก หากเป็นต่างประเทศอินเทอร์เน็ตไม่ต้องดูแลมากมาย ถือว่าเป็นอนุบาลอินเทอร์เน็ต หมายถึง ดูแลเล็ก
ๆ น้อย ๆ แต่เมืองไทยของเราดูแลส่วนนี้มากเป็นพิเศษ เรียกว่าเป็นอภิบาลอินเทอร์เน็ต รัฐบาลบอกว่าไทยแลนด์
4.0 คือ ยุคที่เราจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยใช้ข้อมูล ใช้ความรู้เป็นปัจจัยในการผลิตหลัก แต่ว่าปัญหาใหญ่
คือ การที่รัฐพยายามปิดกั้นการสื่อสาร
สมเกียรติกล่าวถึงนโยบาย OTT (Over-The-Top) หรือการให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ตโดยที่ผู้ให้บริการไม่ได้ลงทุนหรือเป็นเจ้าของโครงข่ายอินเทอร์เน็ต
ว่า ความเข้าใจแรกนึกว่าเป็น Over-Takorn-Tantasith เพราะว่าคนสั่ง
OTT ไม่ใช่คุณฐากร ตัณฑสิทธิ์ (เลขาธิการกสทช)แต่เป็นคนที่เหนือกว่า ซึ่งนโยบายดังกล่าวถือเป็นการปิดกั้นการสื่อสารแบบหนึ่ง ความไม่เข้ากันกับบริบทของไทยแลนด์ 4.0
ที่รัฐบาลต้องการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานความรู้ ซึ่งวิธีการหลัก
คือ การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เช่น โครงการ ECC เพราะจะหวังรอสตาร์ทอัพเมืองไทยในการขับเคลื่อนอย่างเดียวก็ไม่ทัน
สมเกียรติ กล่าวอีกว่า ประเด็นนโยบาย 4.0
และนโยบายอินเทอร์เน็ตต้องไปด้วยกันให้ได้
เพราะนักลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้อินเทอร์เน็ตโดยตรงมีความกังวลอย่างมาก จากการปิดกั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต
ซึ่งความกังวลที่ว่าไม่ใช่เพียงแค่บริษัทจากฝั่งตะวันตกอย่าง กูเกิ้ล หรืออื่น ๆ
แต่รวมถึงบริษัทในโลกตะวันออกด้วย เพราะเขาห่วงเรื่องสิทธิเสรีภาพมาก
แต่เดิมเราคิดว่าเรื่องนี้ คนที่ให้ความสำคัญมาก คือ ชาติตะวันตก
แต่วันนี้ไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว
“หากนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ไม่เปิดกว้างในเรื่องการสื่อสาร ประเทศไทยจะไม่ประสบความสำเร็จในการดึงดูดนักลงทุนหน้าใหม่
เราอาจว่า
จีนไม่ได้เปิดกว้างทางอินเทอร์เน็ตแต่ทำไมถึงประสบความสำเร็จในการพัฒนาธุรกิจด้านนี้ได้
ไทยจะสามารถใช้โมเดลอภิบาล แบบจีนได้ค่อนข้างยาก เพราะไทยไม่ใช่ตลาดใหญ่
ที่ไม่ต้องง้อต่างชาติ ตลาดจีนใหญ่พอที่จะไม่ต้องง้อ” สมเกียรติ
กล่าวถึงโอกาสที่ไทยจะสามารถปรับปรุงนโยบายตรงนี้ได้ คือ
ภาครัฐต้องเผยแพร่ข้อมูลในลักษณะ Open DATA หมายถึง
ไม่ต้องเสียเงินในการเข้าถึง
เพราะวันนี้เราต้องจ่ายเงินจำนวนมากในการเข้าถึงข้อมูล เช่น
ข้อมูลการสำรวจครัวเรือนต่าง ๆ ข้อมูลการจดทะเบียนธุรกิจ
ที่จะสามารถนำไปต่อยอดสตาร์ทอัพต่าง ๆ ได้ ก็ไม่ใช่ข้อมูลที่เข้าถึงได้อย่างถูก ๆ
รวมไปถึงข้อมูลบางส่วนที่เปิดเข้าถึงยากมาก เช่น ข้อมูลการถือครองที่ดิน และยังมีข้อมูลที่เปิดแต่คอมพิวเตอร์อ่านไม่ได้
เช่น อยู่ในรูปของไฟล์ PDF ซึ่งไม่สามารถประมวลทางคอมพิวเตอร์ได้
และบางส่วนเปิดข้อมูลแต่ไม่มีรายละเอียด “ข้อมูลที่จะส่งผลดีต่อการต่อยอดธุรกิจ
ต้องเป็นข้อมูลเปิดละเอียดมีวิธีการบริหารจัดการระหว่างความเป็นส่วนตัว (Privacy)
กับการใช้ประโยชน์”
ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวเสริมว่า หากภาครัฐอยากเห็นไทยแลนด์ 4.0
เกิดขึ้นดูเหมือนต้องปรับเปลี่ยนนโยบายหลายเรื่อง
เทคโนโลยีมีการพัฒนาแบบก้าวกระโดด องค์กรเอกชนต่าง ๆ
พยายามปรับตัวด้วยความเร็วแบบค่อย ๆ ไป แต่ที่น่าหนักใจ คือ
หากรัฐไม่ปรับตัวให้ทันอย่างน้อยในขั้นธุรกิจ โอกาสที่จะไปถึงไทยแลนด์ 4.0
เป็นไปได้ยาก สมเกียรติ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลอยากเห็นไทยแลนด์ 4.0 เกิดขึ้น
จึงสนับสนุนธุรกิจใหม่ ๆ เช่น สตาร์ทอัพ ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี
การตั้งคณะกรรมการระดับชาติ ตั้งกองทุนสนับสนุนโดยหวังว่าจะขับเคลื่อนสตาร์ทอัพ เพื่อให้สตาร์ทอัพได้ขับเคลื่อนประเทศ
แต่ว่าสตาร์อัพของไทยยังแบเบาะ
คนไทยมีความเป็นผู้ประกอบการที่ความสามารถทางเทคโนโลยีไม่สูงเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นนโยบายไทยแลนด์
4.0 จึงเป็นการจุดประกายให้คนไทยหันมาสร้างนวัตกรรม เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจข้อมูลสารสนเทศมากขึ้น
แต่ประเด็น คือเราจะสร้างสตาร์ทอัพอย่างไร ในเมื่อบริการด้านอินเทอร์เน็ตเทคโนโลยีสารสนเทศของไทยติดกฎระเบียบหมดเลย
“ถ้ามีแต่ห้ามแล้วเราจะเอาไอเดียไหนมาทำสตาร์ทอัพ
สตาร์ทอัพไม่ใช่ของที่อยู่ดี ๆ นึกได้ในห้องเรียน
แล้วออกมาได้เลยต้องอาศัยการลองถูกลองผิดถ้าสตาร์ทอัพไม่เกิดในไทย
บางทีโจทย์อาจไม่อยู่ที่ว่าเราไม่มีเงินทุน
แต่เพราะเราไม่มีเวทีให้คนไทยได้ลองผิดลองถูกต่างหาก”
2)
ประเทศไทย 4.0 กับอุปสรรคที่ไม่เคลียร์ เอกรัตน์
สาธุธรรม แห่งหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วิจารณ์ว่า นโยบายไทยแลนด์ 4.0
ของภาครัฐที่ต้องการพลิกโฉมประเทศสู่เศรษฐกิจในระบบใหม่ ดึงวิธีคิดใหม่ ๆ
และเทคโนโลยีเข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จนถึงวันนี้ยังดูเหมือนว่า “ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม” ที่ชัดเจน ซึ่งต้องยอมรับว่า
นโยบายนี้เกี่ยวพันกับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ต่าง ๆ ที่ต้องมีความพร้อม
ต้องมีเม็ดเงิน มีบุคลากรที่ตอบโจทย์
และมีวิธีคิดที่สอดคล้องไปกับนโยบายนี้
ล่าสุดหน่วยงานอย่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิตอล (ดีป้า) หรือเดิม คือ
สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ ซิป้า
มีความเคลื่อนไหว ที่หากทำได้จริงอย่างถ้อยแถลง ก็จะเป็นอีกความหวังหนึ่ง ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิตอล
(ดีป้า) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)
ให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.2560 ที่ผ่านมา บอกว่า ขณะนี้ได้ร่างแผนปฏิบัติงานและยุทธศาสตร์ขึ้นใหม่
เป็นแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว 20 ปี (2560
– 2579)
เสนอทั้งรัฐบาลและสำนักงานคณะกรรมการดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
หรือบอร์ดดีอี ซึ่งมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
เป็นประธานเพื่อให้เห็นชอบแผน
แผนงานใหม่ที่ต้องตอบสนองนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอลตั้งแต่ระดับฐานราก
เริ่มจากสร้างบรรยากาศให้เกิดผู้ประกอบการรุ่นใหม่
พัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์
อุตสาหกรรมอาหาร ที่หันมาใช้เทคโนโลยีดิจิตอลเพิ่มขึ้น
ให้ความสำคัญกับพัฒนาวิสาหกิจชุมชน ใช้ดิจิตอลไปช่วยด้านการเกษตร
การศึกษา มีมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เป็นแรงจูงใจให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิตอล
ผลักดันให้เกิดดิจิตอล พาร์ค, สมาร์ทซิตี้ และดิจิตอล
คอมมูนิตี้ ประเด็นสำคัญ คือ ดีป้าตั้งเป้าจะสร้างสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอีพันธุ์ใหม่
500,000 ราย
ซึ่งเป็นแผนที่วางระยะยาวไว้ 20 ปีข้างหน้า
การสร้างสตาร์ทอัพ หรือการสนับสนุนนักธุรกิจรุ่นใหม่ ๆ ที่มีกรอบแนวคิดใหม่ ๆ
เป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลยุคนี้ประกาศเป็นนโยบายเอาไว้ชัดเจน
แต่ที่ผ่านมาเรื่องเหล่านี้กลับยังไม่ชัดเจน ดูงง ๆ เจ้าภาพมีหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวิทย์ฯ กระทรวงดีอี สถาบันการศึกษา
นโยบายกระจัดกระจายไปแต่ละที่
นี่คืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้การทำงานไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
การผลักดันที่จริงจัง การสนับสนุนที่ต้องเป็นไปทั้งอีโคซิสเต็มส์ เลยไม่เกิดขึ้น ยังไม่นับแนวนโยบายภาครัฐที่ดูเป็นเชิงสกัดกั้นเทคโนโลยีใหม่ๆ
ที่เข้ามาสู่ประเทศไทย
การปรับใช้กฎหมายที่ดูแล้วไม่สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลก
การไม่มีแนวทางสนับสนุนที่ “ชัดเจน” ให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในประเทศ เป็นสิ่งที่เสียดายและน่าตกใจ
เพราะเป็นตัวทำลายโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคที่ไม่ได้ทำให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า
แต่เป็นการฉุดให้ถอยหลังไปเรื่อยๆ ในขณะที่ประเทศอื่นก็จะแซงหน้าเราไป ประเทศแล้ว
ประเทศเล่า[5]
2.1.5 ประเทศไทย 4.0 กับการใช้หุ้นยนต์แทนแรงงานมนุษย์
1)
ประเทศไทย 4.0 ผลกระทบแรงงาน สุกัญญา
ศุภกิจอำนวย แห่งหนังสือกรุงเทพธุรกิจ วิเคราะห์ว่า
การที่รัฐบาลมีเป้าหมายชัดที่จะ“พลิกโฉม”ประเทศไทยสู่ “Thailand Economy 4.0” หรือจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยฐานแรงงานเข้มข้น ในอุตสาหกรรมหนัก
ไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้นวัตกรรม เพื่อสร้างอุตสาหกรรมไฮเทค
ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคตโดยมี 10 อุตสาหกรรม
เป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่ (New Engine of Growth) แบ่งเป็น First
S-curve หรือการต่อยอด 5
อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ และอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร และ New S-curve อีก 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ประกอบด้วย อุตสาหกรรมหุ่นยนต์
อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ
อุตสาหกรรมดิจิตอล และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร โดยรัฐมองว่า 10 อุตสาหกรรมดังกล่าว จะเป็น“แม่เหล็ก”ตัวใหญ่ดึงดูดใจนักลงทุนทั่วโลกให้เข้ามาลงทุนในไทย
แทนอุตสาหกรรมเดิมที่ความสามารถในการแข่งขันถอยร่น
จากต้นทุนแรงงานในไทยที่ไม่สามารถแข่งขันได้เมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศ
เช่น จีน และประเทศในกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม)
รวมถึงประเทศในเอเชียใต้บางประเทศ จากนี้ไปจึงน่าจะเห็นการออกมาตรการส่งเสริมการลงทุน
เพื่อจูงใจการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรมเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามแม้ไม่อาจปฏิเสธว่า
10 อุตสาหกรรม คือ แนวทางการพัฒนาประเทศในอนาคต
ไม่เฉพาะในไทย แต่เป็นสเต็ปของประเทศกำลังพัฒนาอีกหลายประเทศ
ที่ต้องพัฒนาอุตสาหกรรมพื้นฐาน ไปสู่อุตสาหกรรมขั้นสูง ทว่า
การจะมุ่งไปสู่เป้าหมายเบื้องหน้าที่อาจจะเกิดขึ้นในระยะ 10
ปีจากนี้ สิ่งที่ควรต้องคำนึงถึงไปพร้อมกัน คือ
ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลง เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงเป็นทั้ง“โอกาส”ที่มาพร้อมกับ“ความเจ็บปวด”ของผู้ปรับตัวไม่ทันโดยเฉพาะ“ผลกระทบด้านแรงงาน”จากการนำเครื่องจักรไฮเทคมาทดแทน ล่าสุดกับการประกาศ“ลดการจ้างงาน”โดยสมัครใจของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์
ประเทศไทย
แม้บริษัทจะให้เหตุผลว่าเกิดจากภาวะเศรษฐกิจในและต่างประเทศชะลอตัวส่งผลต่อยอดการผลิต
ทว่า เหตุผลหนึ่งที่อาจเป็นผลพวง นั่นคือ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการผลิต
ทำให้ลดความจำเป็นในการจ้างงานมนุษย์ อย่างที่กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
กล่าวว่า เป็นแนวโน้มของการผลิตรถยนต์ในอนาคตที่จะมีการใช้เทคโนโลยี
และเครื่องจักรไฮเทคทดแทนคนมากขึ้น
ส่วนการผลิตชิ้นส่วนที่ไม่มีความซับซ้อนมูลค่าไม่สูง ซึ่งต้องใช้แรงงานจำนวนมาก
บริษัทผู้ผลิตได้เดินทางไปดูพื้นที่ตั้งโรงงานในประเทศเพื่อนบ้านทั้งกัมพูชา
และเมียนมาเพื่อผลิตส่งเข้ามาไทยแทนเนื่องจากค่าแรงต่ำกว่า ดังนั้น
การวางแผนรองรับเรื่อง“พัฒนาคน”เพื่อก้าวให้ทันกับเทคโนโลยี
จึงเป็นเรื่องซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่อาจมองข้าม แม้ปัจจุบันไทยยังไม่เผชิญกับปัญหาการว่างงาน
แต่ในอนาคตหากไม่เร่งแก้ไขปัญหาอาจนำมาสู่“วิกฤติการว่างงาน” ในอนาคต โดยมีหุ่นยนต์เป็นตัวเบียดแทรกสำคัญ[6]
2) ธนาคารพาณิชย์กับประเทศไทย 4.0 นักวิชาการจากธนาคารกรุงเทพฯ
อธิบาย ไทยแลนด์ 1.0 – 4.0 ต่าง ๆ ว่า ก็คือ
โมเดลในการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย
แต่แตกต่างกันที่กลุ่มการลงทุนหลักของประเทศในขณะนั้น พูดง่าย ๆ คือ
ในแต่ละยุคสมัยรัฐก็จะให้ความสนใจและส่งเสริมพัฒนาเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน
ลองกลับไปย้อนอดีตกันสักหน่อยดีกว่า เริ่มต้นกันที่ ไทยแลนด์ 1.0 ซึ่งช่วงนั้นรัฐก็จะเน้นการลงทุนทางภาคเกษตรกรรม เช่น หมู หมา กา ไก่
พืชไร่ พืชสวน ส่วนการส่งออกสมัยนั้นยังเป็นแค่พวกไม้สัก ดีบุกเท่านั้นเอง โมเดลต่อมาก็เป็น
ไทยแลนด์ 2.0
ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมเบาแต่หันมาใช้แรงงานจำนวนมากแทน เช่น เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า
กระเป๋า เครื่องประดับ อะไรพวกนี้และในช่วงที่เราอยู่กันขณะนี้ก็คือ ไทยแลนด์ 3.0 ซึ่งเป็นยุคของอุตสาหกรรมหนักและการส่งออก
มีการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น เน้นเรื่องชิ้นส่วนยานยนต์
แผงวงจรไฟฟ้าที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น และเรื่องของการลงทุน
มีการขยับไปลงทุนในต่างประเทศอีกด้วย แล้วตอนนี้ไม่ดียังไง ทำไมต้องปรับตัว เพราะ
ไทยแลนด์ 3.0
ที่เราเป็นกันมาตลอดจนถึงทุกวันนี้มันทำให้รายได้ประเทศอยู่ในระดับปานกลางเท่านั้น
เราไม่สามารถขยับหนีไปจากจุดนี้ได้สักที เมื่อ 50 ปีก่อน ช่วง พ.ศ.2500 – 2536
เศรษฐกิจของไทยเรามีการเติบโตอย่างมากถึงระดับ 7 – 8% ต่อปี แต่หลังจาก พ.ศ.2537 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นเพียง 3 – 4%
ต่อปีเท่านั้น นอกจากนั้นยังมีเรื่องของ “ความเหลื่อมล้ำด้านความร่ำรวย” อีกต่างหาก
และสุดท้ายก็เรื่องของ “ความไม่สมดุลในการพัฒนา” ซึ่งเรื่องพวกนี้นี่แหละที่ทำให้รัฐบาลต้องหันมาใส่ใจ
เร่งพัฒนาปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจกันยกใหญ่ เพื่อให้เราก้าวข้ามจาก ไทยแลนด์ 3.0 ไปสู่ ไทยแลนด์ 4.0 ให้ได้ใน 3 – 5 ปีนี้ ถึงคราวเปิดใจให้ ไทยแลนด์ 4.0 ทุกคนที่รับรู้ถึงวิกฤตในครั้งนี้ก็ได้แต่ฝากความหวังไว้ที่
ไทยแลนด์ 4.0
หวังว่ามันจะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยหลุดพ้นกับดักทั้งหลายที่เคยเจอมาตลอดได้ ซึ่ง
ไทยแลนด์ 4.0 นี้เป็นการ “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม” นั่นเอง
เปลี่ยนจากที่แต่ก่อนเราลงมือทำมาก แต่ได้ผลตอบแทนน้อย มาเป็นลงมือทำน้อย ๆ
แต่ได้ผลตอบแทนมหาศาล โดยการเอาความคิดสร้างสรรค์เป็นแรงผลักดัน
และนำนวัตกรรมเข้ามาช่วย เปลี่ยนจากการผลิตสินค้าไปสู่การบริการมากขึ้น ตัวไทยแลนด์
4.0 นี้จะเป็นการพูดถึง New S-Curve หรือ ก็คือ
การพัฒนาเปลี่ยนแปลงใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งก็คล้าย ๆ กับการ Disruptive
ที่เข้ามาพัฒนาสินค้าที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น
และล้มล้างพฤติกรรมแบบเดิม ๆ เหมือนอย่างเช่น ฟิล์ม Kodak ที่เคยรุ่งเรืองอยู่ในสมัยก่อน
ใครจะไปคิดว่าสุดท้ายแล้วบริษัทยักษ์ใหญ่รายนี้จะถูกคลื่นลูกใหม่อย่างเทคโนโลยีดิจิตอลเข้ามาแทนที่
ต้องล้มหายไปจากความทรงจำของเด็กรุ่นใหม่ ทำให้ยุคสมัยนี้คนอาจจะไม่รู้จักกับ Kodak
แต่รู้จักกับกล้องดิจิตอลแบรนด์ดัง ๆ อย่างอื่นแทน ส่วนที่ยากของ New
S-Curve คือเราจะเคลื่อนย้ายไปเทคโนโลยีใหม่เมื่อไหร่ อย่างแรกต้องดูว่าเราจะไปปักหลักกับเทคโนโลยีไหนดี
ต่อมาคือเราจะเปลี่ยนแปลงมันไปยังไง และสุดท้าย
เมื่อไหร่ถึงควรจะปรับตัวไปยังเทคโนโลยีนั้น การเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาพร้อม
ไทยแลนด์ 4.0 วิธีการถือเป็นเรื่องสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งสำหรับ ไทยแลนด์
4.0 แล้ว การเปลี่ยนแปลงย่อมมีให้เห็น
และแน่นอนว่ามันต้องเกี่ยวข้องกับนวัตกรรมด้วย
ซึ่งเมื่อมองภาพว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการทำเกษตรกรรมอยู่เยอะ
การเปลี่ยนแปลงในส่วนนี้จึงเกิดขึ้น โดยเปลี่ยนจากการทำเกษตรแบบธรรมดา
ให้เป็นเกษตรสมัยใหม่ หรือ Smart Farming สิ่งสำคัญคือจะทำยังไงให้เกิดความสมดุลในการผลิต
ให้ความต้องการซื้อและขายมันพอดีกัน
ต้องช่วยกันคิดว่าสิ่งที่เราเหลือสามารถนำไปแปรรูปเปลี่ยนเป็นอะไรที่มีคนต้องการได้บ้าง
อีกทั้งตัวผู้ประกอบการเองก็ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเช่นกัน จาก SME
ที่ต้องรอคอยการช่วยเหลือจากรัฐอยู่ตลอดเวลา เป็น Smart
Enterprises และ Startup หรือบริษัทเกิดใหม่ที่มีศักยภาพสูง
อย่างที่ได้ยินข่าวกันอยู่ในทุกวันนี้ โดยการนำเอานวัตกรรมเข้ามาช่วย
เพิ่มจุดแข็งและคุณค่าให้ธุรกิจ รวมไปถึงสมัยก่อนเราอาจจะขาดแคลนคุณภาพของแรงงาน
มีแต่แรงงานทักษะต่ำ ไม่มีความรู้พื้นฐานเพียงพอ ก็เป็นอีกสิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยน
สร้างพื้นฐานความรู้ ความเชี่ยวชาญ ให้แก่แรงงานของเรา และการเปลี่ยนแปลงสุดท้ายคือ
การบริการ อาจต้องเปลี่ยนแปลง จากที่เคยแค่บอกต่อกันไปปากต่อปาก มีคนกดไลค์เยอะ
ก็คิดว่าบริการนั้นดีมากแล้ว อาจต้องมีการนำเรื่องของมาตรฐานเข้ามา
เพื่อให้กลายเป็น High Value Services ต้องมีการรับรอง
มีการตรวจสอบเพื่อให้มีความน่าเชื่อถือและมีประสิทธิภาพ เช่น บริการนวด
ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพบริการที่มีมากในประเทศไทย
อาจต้องมีการตรวจสอบและผ่านการรับรองเพื่อแลกกับคุณภาพที่ได้มาตรฐาน จะเข้าสู่ยุค 4.0
ทั้งที SME ต้องเตรียมตัวไว้ให้พร้อม
ในขณะที่รัฐบาลกำลังพยายามกันอย่างมากที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยให้เป็นไปตามกลไกที่เหมาะสมเข้ากับยุคสมัย
หน้าที่ของพวกเราทุกคนในฐานะ SME ผู้ประกอบการ
หรือประชาชนคนไทย
ก็สามารถเตรียมตัวให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นได้
โดยอันดับแรกเลยคือเรื่องของเทคโนโลยีที่ควรใช้ให้เป็น
เพราะในโลกปัจจุบันเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
อีกทั้งมันยังช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้น ต้องหมั่นดูอยู่เสมอว่ามีอะไรที่ตรงกับเราบ้าง
เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปได้ไวยิ่งขึ้น
เรื่องของการไปเยี่ยมชมงานที่ต่างประเทศก็เช่นกัน
เพราะลูกค้าในอนาคตอาจมาจากหลากหลายประเทศทั่วโลก การติดต่อ มารยาท
ธรรมเนียมการปฏิบัติจึงเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าบริษัทไม่มีคนพูดภาษาอังกฤษได้
ส่งอีเมล์มาก็ไม่สามารถตอบกลับได้
ก็ทำให้เสียโอกาสในการทำธุรกิจไปได้อย่างน่าเสียดาย
และสุดท้ายเรื่องของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
เพราะคนในสมัยนี้ใส่ใจในสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หากมีสินค้าที่คุณสมบัติเหมือนกัน
ราคาใกล้เคียงกัน สินค้าที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจะสามารถจับใจลูกค้าได้มากกว่า บทสรุปสุดท้าย
อยู่ที่ความร่วมมือกันของคนในชาติไทย
ไทยแลนด์ 4.0
นับเป็นโมเดลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคนี้ที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วมไปด้วยกัน
ช่วยกันผลักดันไปพร้อม ๆ กัน
สิ่งสำคัญที่สุดในการทำให้โมเดลนี้ประสบความสำเร็จก็คือ ต้องคิดให้มาก คิดให้จบ
อ่านให้ขาด ต้องกล้าเปลี่ยนแปลง อย่ามัวแต่โทษกันเมื่อมีอะไรผิดพลาด เพราะทุกอย่างเปรียบเสมือนการเรียนรู้
ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงก็เหมือนกับเราย่ำอยู่กับที่ ซึ่งด้วยกับโมเดล ไทยแลนด์ 4.0
นี้บวกกับพลังของคนในชาติ การเปลี่ยนแปลงจาก “ประเทศกำลังพัฒนา” ไปสู่
“ประเทศพัฒนาแล้ว” คงไม่ใช่แค่เรื่องในความฝันอีกต่อไป[7]
สรุปว่า นโยบายประเทศไทย 4.0 เป็นแผนพัฒนาประเทศไทยสู่ยุคดิจิตอลในศตวรรษที่ 21
โดยการปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตที่การผลิต บริโภค
และบริการเน้นประสิทธิภาพซึ่งถูกกำหนดว่าเป็นยุคประเทศไทย 3.0 สู่การดำเนินธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation) เป็นยุคประเทศไทย 4.0 มีทั้งผู้รู้ นักวิชาการ
และผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ต่างสนับสนุนเพื่อการทำให้สังคมไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง
และยั่งยืน และได้มีการท้วงติง
และชี้แนะมากมายตามที่รายงานไปแล้วพอจำแนกเป็นประเด็นสำคัญ ๆ ได้ ดังนี้
1) ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยมีการพัฒนาที่สมดุลใน 4 มิติ อันประกอบด้วย (1) มิติความมั่งคั่งทาง
เศรษฐกิจ (Economic Wealth) (2) มิติการรักษ์สิ่งแวดล้อม (Environmental
Wellness) (3) มิติ การมีสังคมที่อยู่ดีมีสุข (Social
Well-Beings) และ (4)
มิติการเสริมสร้างภูมิปัญญามนุษย์ (Human Wisdom) หรือ “4
Ws Model” นั่นเอง การพัฒนาที่สมดุลนั้น ตั้งอยู่บนฐานคิดของ
“ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” หลักการสำคัญของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีอยู่ว่า
เมื่อพร่องต้องรู้จักเติม (Fulfilled) เมื่อพอ
ต้องรู้จักหยุด (Enough) เมื่อเกินต้องรู้จักปัน (Sharing)
ในระดับจุลภาค “การรู้จักเติม รู้จักพอ รู้จักปัน”
สิ่งนี้จะเกิดได้จำเป็นจะต้องจัดสรรทุกกลุ่มผลประโยชน์ได้อย่างลงตัวเป็นเรื่องที่ท้าทายการบริหารจัดการมากที่สุด
2) ความเหลี่ยมล้ำในสังคม ประเทศไทยถูกจัดเป็นประเทศเหลื่อมล้ำอันดับ
3 ของโลก
ทรัพย์สินที่แสดงให้เห็นความเหลื่อมล้ำได้อย่างชัดเจน คือ ที่ดินเกษตรกรกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีที่ดินทำกิน ขณะที่คนไทยมากกว่า 3
ใน 4 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินใด ๆ เลย
แต่นักธุรกิจบางตระกูลกับครอบครองที่ดิน ถึง 630,000 ไร่ โฉนดที่ดิน 61 เปอร์เซ็นต์อยู่ในมือประชาชน 10 เปอร์เซ็นต์ที่รวยที่สุด ความเหลื่อมล้ำทางด้านทรัพย์
นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางด้านโอกาส
โดยเฉพาะโอกาสทางการศึกษาและทางเลือกในการประกอบอาชีพ
3) ขาดทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) ระบบการศึกษาไทยไม่สร้างความคิดเชิงวิพากษ์ ให้ผู้เรียน
การคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ คือ ความท้าทายกับจารีต การมองหาข้อบกพร่องเพื่อพังทลาย
การสร้างข้อเท็จจริงและตัดสินมันในเชิงคุณค่า การคิดเชิงวิพากษ์ คือ
การตั้งคำถามว่า “คุณคิดเห็นอย่างไร” แล้วปล่อยให้มีการแสดงออกได้อย่างเสรี
แต่ตรงกันข้ามสภาพแวดล้อมของห้องเรียนเมืองไทย
กลับยังมุ่งเน้นให้ท่องจำพระนามของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัยอยุธยา
รวมถึงท่องจำค่านิยม 12 ประการให้ขึ้นใจ นวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้จากการที่เด็กไทยสามารถวิจารณ์
สังเคราะห์และประเมินคุณค่าได้ แต่เอาเข้าจริง ๆ
แล้วสังคมไทยต้องการให้เยาวชนไทยทำเช่นนั้นได้จริงหรือ
4) ไม่เปิดกว้างในเรื่องการสื่อสาร รัฐบาลอยากเห็นไทยแลนด์ 4.0 เกิดขึ้น จึงสนับสนุนธุรกิจใหม่ ๆ เช่น สตาร์ทอัพ
ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี การตั้งคณะกรรมการระดับชาติ
ตั้งกองทุนสนับสนุนโดยหวังว่าจะขับเคลื่อนสตาร์ทอัพ
เพื่อให้สตาร์ทอัพได้ขับเคลื่อนประเทศ แต่ว่าสตาร์อัพของไทยยังแบเบาะ
คนไทยมีความเป็นผู้ประกอบการที่ความสามารถทางเทคโนโลยีไม่สูงเท่าไหร่
เพราะฉะนั้นนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ จึงเป็นการจุดประกายให้คนไทยหันมาสร้างนวัตกรรม
เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจข้อมูลสารสนเทศมากขึ้น แต่ประเด็น
คือเราจะสร้างสตาร์ทอัพอย่างไร
ในเมื่อบริการด้านอินเทอร์เน็ตเทคโนโลยีสารสนเทศของไทยติดกฎระเบียบหมดเลย
5) การใช้หุ้นยนต์แทนแรงงานมนุษย์
จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการผลิตที่ส่วนใหญ่เป็นระบบอัตโนมัติที่ใช้หุ้นยนต์แทนแรงงานมนุษย์เป็นการลดต้นทุนเพื่อการแข่งขันในระบบการตลาดแบบเสรีนิยม
ทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องการจ้างงานมนุษย์ให้น้อยที่สุด การวางแผนรองรับเรื่อง“พัฒนาคน”เพื่อก้าวให้ทันกับเทคโนโลยี
จึงเป็นเรื่องซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่อาจมองข้าม
แม้ปัจจุบันไทยยังไม่เผชิญกับปัญหาการว่างงาน
แต่ในอนาคตหากไม่เร่งแก้ไขปัญหาอาจนำมาสู่“วิกฤติการว่างงาน”
ในอนาคต โดยมีหุ่นยนต์เป็นตัวเบียดแทรกสำคัญ
การทำงานแบบมีพันธกิจร่วมกันกับสังคม ซึ่งมีหลักการอยู่ใน ๔
เรื่องคือ (๑) การร่วมคิดร่วมทำแบบหุ้นส่วน (๒)
เกิดประโยชน์แก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย (๓)
มีการใช้ความรู้และเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน (๔) เกิดผลกระทบต่อสังคมที่ประเมินได้
“เราต้องเปลี่ยนจากการให้ความช่วยเหลือมาเป็นการร่วมกันคิดร่วมกันสร้างโจทย์และหาทางออกร่วมกัน
แบบหุ้นส่วนร่วมทุน จะทำให้เกิดความสัมพันธ์แนวราบ และเป็นแบบ Win-Win-Win กันทุกฝ่าย
2.2 ความเหลื่อมล้ำในสังคม
2.2.1
ความหมายของความเหลื่อมล้ำ
ความเหลื่อมล้ำ (Inequality) หมายถึง
ความไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งเนื่องจากความไม่เท่าเทียมกันปรากฏในทุก ๆ เรื่อง ในทุก ๆ
พื้นที่ ในทุก ๆ ภาคส่วน และในทุก ๆ กาลเวลา
ดังนั้นจึงเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่อาจจะขจัดให้หมดสิ้นไปได้
แต่สิ่งที่พึงจะพอกระทำได้ ก็คือ การลดความเข้มข้นของความเหลื่อมล้ำให้น้อยลงตามสมควร
หากก่อนที่จะทำสิ่งใดลงไป ก็ควรที่จะต้องแยกแยะความเหลื่อมล้ำให้ชัดเจนเสียก่อน “ความเหลื่อมล้ำ” ในภาพรวม ๆ มีทั้ง “ความเหลื่อมล้ำทางการเมือง (Political Inequality)” “ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ (Economic Inequality)” และ
“ความเหลื่อมล้ำทางสังคม (Social Inequality)” ความเหลื่อมล้ำในสังคมจะเป็นผลเนื่องมาจากความเหลื่อมล้ำทางการเมือง
และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่าง ความเหลื่อมล้ำทางการเมือง
หมายถึง สถานภาพที่ในทางการเมือง การปกครอง มีทั้งผู้มีอำนาจในการปกครอง และผู้อยู่ภายใต้อำนาจการปกครอง
โดยหลักการสถานภาพความเหลื่อมล้ำดังกล่าวนี้จะหมดไป
หากประเทศอยู่ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งราษฎรปกครองตนเอง
และมีรัฐธรรมนูญซึ่งกำหนดให้มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร[8]
อีกทั้งบัญญัติให้ราษฎรมีความเสมอภาค
สิทธิและเสรีภาพอย่างบริบูรณ์ ซึ่งหมายถึง ราษฎรหรือปวงชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
นอกจากจะต้องมีรัฐธรรมนูญที่ครบถ้วนในคุณลักษณะของความเป็นประชาธิปไตยแล้ว ก็จะต้องกำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปบ่อย
ๆ เช่น ทุก ๆ สองปี เพื่อรักษาจิตสำนึกในการปกครองตนเองของราษฎร
และในการป้องปรามมิให้บุคคลผู้ใดหรือกลุ่มใดยึดอำนาจรัฐและผูกขาดการปกครอง
ไม่ว่าจะอ้างว่าเพื่อวัตถุประสงค์สิ่งใดก็ตาม ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ (Economic Inequality) ปรากฏความไม่เท่าเทียมกันใน 3 ด้านคือ
1)
ความไม่เท่าเทียมกันในรายได้และทรัพย์สิน
2)
ความไม่เท่าเทียมกันในการบริโภค และ
3)
ความไม่เท่าเทียมกันในการตัดสินใจทำการผลิตและการแบ่งสรรมูลค่าเพิ่มอันเกิดจากการผลิต
ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
ดังกล่าวนี้เป็นปรากฏการณ์ในเศรษฐกิจระบบทุนนิยมหรือแบบตลาดเสรี
ซึ่งเอกชนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและมีอำนาจเต็มในการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ
ระบบเศรษฐกิจดังกล่าวมีความโดดเด่นเป็นที่ยอมรับกันว่า
สามารถใช้ประโยชน์ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถขับเคลื่อนความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
อีกทั้งคุณภาพชีวิตของราษฎร การขจัดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจภายใต้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมไม่สามารถกระทำได้
หากสามารถลดความเข้มข้นลงได้บ้างจากนโยบายและมาตรการทางภาษีอากรที่มีอัตราก้าวหน้า ในขณะที่รัฐกำหนดขอบเขตการทำงานของกลไกการตลาดที่ชัดเจนและเหมาะสม
สำหรับ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม
(Social Inequality) นั้นเกิดจาก ความเหลื่อมล้ำทางการเมือง และ
ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ อย่างมีนัยสำคัญ
ซึ่งจะลดความเข้มข้นลงได้ก็ต่อเมื่อสามารถลดความเข้มข้นของ “ความเหลื่อมล้ำ”
ในทั้งสองทาง อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีอีกอย่างน้อย 3
มาตรการที่จะช่วยลดความเข้มข้นของ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ได้มาก ดังนี้
1) มาตรการแรกก็คือ
“การศึกษา (Education)” คือ การทำให้สังคมเป็นสังคมของ
ผู้มีการศึกษา (Educated Society) ซึ่งหากทำได้สำเร็จก็จะลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้อย่างมีนัยสำคัญ
สังคมของผู้มีการศึกษา มิได้หมายความเพียงเป็นสังคมที่สมาชิกมีความรู้ในวิชาการต่าง
ๆ เท่านั้น หากจะต้องมีความเป็น “ผู้ดี” อย่างครบถ้วน กล่าวคือ มีวิชาความรู้และความรอบรู้ มีธรรมะ มีหลักคิดที่ถูกต้อง
และความมั่นคงในสิ่งที่ถูกต้อง มีวัฒนธรรมและการประพฤติปฏิบัติที่ดีงาม อีกทั้งไม่บกพร่องในจิตสำนึกที่เป็นสากลต่าง
ๆ
2) มาตรการต่อมาก็คือ
“สวัสดิการสังคม (Social Welfare)” หรือ
“การประกันสังคม (Social Security)” ในเรื่องของสุขภาพ
การศึกษา ค่าจ้างขั้นต่ำ ชราภาพและทุพพลภาพ ฯลฯ
ซึ่งเป็นมาตรการที่รองรับความเสียเปรียบต่าง ๆ จาก ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
3) การปลูกฝังจิตสำนึกในการพึ่งพาตนเอง
(Sense of Self-reliance) เป็นมาตรการที่สามารถลดความเข้มข้นของ “ความเหลื่อมล้ำทางสังคม” ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดก็คือ
การปลูกฝัง จิตสำนึกในการพึ่งพาตนเอง (a sense of self-reliance)
นอกเหนือจาก
ความเหลื่อมล้ำทางการเมือง และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจแล้ว
ความบกพร่องอย่างเอกอุใน “จิตสำนึกในการพึ่งตนเอง” คือปัจจัยที่เพิ่มความเข้มข้นให้แก่
“ความเหลื่อมล้ำทางสังคม” ทั้งภายในสังคมไทยเอง
และความเหลื่อมล้ำระหว่างสังคมไทย กับสังคมของชาติที่เจริญแล้ว แต่ทั้ง ๆ ที่ “จิตสำนึก” และ “ขีดความสามารถ”
ในการพึ่งตนเอง คือ ปัจจัยสำคัญที่จะป้องกันและขจัด “ความเหลื่อมล้ำทางสังคม” หากถูกมองข้ามไปในการพิจารณาหาทางปฏิรูปประเทศไทย
เกือบจะโดยสิ้นเชิง
2.2.2
ความเหลื่อมล้ำกับประเทศไทย
4.0
จากปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ประเทศไทย 4.0 อนาคตเศรษฐกิจดิจิตอล” ในงานนิทรรศการนานาชาติ “Digital
Thailand Big Bang 2017” ได้ยืนยันอย่างชัดเจนถึงเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ” จากตัวเลขจีดีพีที่ถึงแม้จะขยายตัว
แต่ประชาชน 30 ล้าน หรือเกือบครึ่งประเทศ
ซึ่งอยู่ในภาคเกษตรมีส่วนแบ่งในจีดีพีเพียง 10
เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อันเป็นปัญหาที่จะต้องแก้ต่อไป โดยในระยะสั้น ๆ
หรือระยะเฉพาะหน้า รัฐบาลได้ใช้วิธีออกมาตรการดูแลผู้มีรายได้น้อยไปพลาง ๆ ก่อน
เช่น โครงการบัตรสวัสดิการ ที่เริ่มดำเนินแล้วเกือบทั่วประเทศ
แต่ระยะยาวรัฐบาลมีแนวทางที่จะทำให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น
ด้วยการเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตรผ่านการค้าขายทางอิเล็กทรอนิกส์
การสร้างกลุ่มผู้นำสมาร์ทฟาร์มเมอร์ และการสร้างโอกาสให้เกษตรกรเข้ามาใช้ระบบดิจิตอลเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคต
ฯลฯ การเดินหน้าไปสู่ความทันสมัยจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติสูงขึ้นก็จริง
แต่คนที่จะได้ประโยชน์หรือได้ส่วนแบ่งจะเป็นคนกลุ่มน้อย และจริง ๆ ก็คือกลุ่มคนที่รวยอยู่แล้ว
โดยเฉพาะโครงการอีอีซีที่จะนำไปสู่อุตสาหกรรมทันสมัยของประเทศที่เป็นโครงการโดดเด่นของรัฐบาลนี้
จะทำให้เกิดภาวะคนรวย รวยแล้วรวยอีก
ส่วนคนจนนั้น แม้ในข้อเท็จจริงก็คงจะมีรายได้เพิ่มขึ้นบ้าง
แต่เนื่องจากเพิ่มขึ้นน้อยกว่า ในที่สุดก็จะเป็นผลทำให้ช่องว่างนั้นถ่างกว้างออกไป
รัฐบาลจึงจำเป็นที่จะต้องทำทั้ง 2 ทาง คือ จะต้องหาทางเพิ่มรายได้ของคนกลุ่มคนยากจนควบคู่ไปด้วย
ที่สำคัญจะต้องมีแผนงานที่จริงจังและมีผู้รับผิดชอบออกมาทำงานให้คนเห็นจนเป็นที่ประจักษ์ว่ารัฐบาลมิได้ทอดทิ้งปัญหานี้
จริง ๆ แล้วรัฐบาลนี้ ยังไม่มีแผนงานที่ชัดเจน
และไม่มีตัวคนของผู้รับผิดชอบที่มีชื่อเสียงอย่างชัดเจนออกมาคอยพูด คอยให้ข่าว
จึงเหมือนกับว่ารัฐบาลนี้ยังไม่ได้ทำเท่าไรนัก จึงขอฝากไว้ให้ลงมือทำอย่างจริงจัง
ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป[9]
2.2.3
ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในสังคมไทย
1) ไทยเบียดรัสเซีย-ตุรกีขึ้นแชมป์เหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเป็นอันดับ
1 โลก รวยกระจุก จนกระจาย
ไทยใช้เวลาแค่ 2 ปี เบียดรัสเซีย ตุรกี ขึ้นอันดับ 1 โลก เหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ อัดรัฐสวัสดิการก็ช่วยไม่ได้ “บรรยง
พงษ์พานิช” แนะใช้หลักทุนนิยมเสรีใหม่บวกรัฐสวัสดิการ บรรยง พงษ์พานิช
อดีตคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Banyong
Pongpanich โดยระบุว่า ประเทศไทย
กลายเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลกไปแล้ว โดยอ้างข้อมูลของ CS
Global Wealth Report 2018 ที่ออกมาเมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา
มีข้อมูลที่น่าเป็นห่วงมากว่า ถ้านับในด้านความมั่งคั่ง (Wealth) แล้วไทยที่ได้อันดับสามในการสำรวจเมื่อสองปีที่แล้ว
แต่สามารถแซงทั้งรัสเซีย ทั้งอินเดีย
ขึ้นป้ายอันดับหนึ่งได้อย่างค่อนข้างห่างด้วยซ้ำ โดยเมื่อปี 2016 คนไทย 1%
แรก (5 แสนคน) มีทรัพย์สินรวม 58.0%
ของทรัพย์สินรวมทั้งประเทศ มาปี 2018 1% มีเพิ่มเป็น 66.9% แซงรัสเซียที่ลดจาก 78% เหลือแค่ 57.1% ตกไปเป็นที่สอง ขณะที่ตุรกี เศรษฐกิจไม่ดี
แต่คนรวยกลับเพิ่มสัดส่วนขึ้นได้เป็น 54.1%
แซงอินเดียที่ตกไปเป็นที่สี่ จาก 58.4% เหลือแค่เพียง 51.5%
ซึ่งนอกจากสี่ประเทศนี้
ก็ไม่มีประเทศไหนในโลกอีกแล้ว ที่คนรวย 1% มีเกินครึ่ง โดยประเทศที่ดีที่สุด คือ เบลเยียม ที่ 1% มีแค่ 20.1% ตามด้วยออสเตรเลีย 22.4% นอกจากนั้น หากดูตามข้อมูลจะพบว่า คนไทยที่จนสุด 10%
มีทรัพย์สิน 0% และที่น่ากังวล คือ มันสะท้อนว่า
คนครึ่งประเทศ เป็นพวก “หาเช้ากินค่ำ” หรือไม่ก็ “เดือนชนเดือน”
ไม่มีเหลือเก็บเหลือออม แถมกำลังจะแก่ก่อนมีเงินออมซะอีกด้วย รายงานนี้ยืนยันว่า
ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย
เราอาจจะมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ทางการเงิน ทางการเมืองได้ดี แต่ถ้าไม่แก้เรื่องนี้ให้ได้
ก็สุ่มเสี่ยงว่า เสถียรภาพทางสังคม จะมีปัญหาที่ยากที่จะกระจาย
ก็เพราะว่ามันกระจุกแบบสุด ๆ นี่แหละครับ ใครคิดว่า “รัฐสวัสดิการ” จะช่วยได้
ก็ต้องระวังแหล่งที่มาของเงินที่จะเอามากระจายด้วยนะครับ เพราะคนส่วนใหญ่ (80%)
เขาก็หาได้แทบไม่พออยู่แล้ว ครั้นจะเอาจากพวก 1% ก็ต้องฝ่ากระบวนการล็อบบี้อันทรงอิทธิพลของเหล่าเจ้าสัวให้ได้
และต้องระวังเขาหอบทรัพย์หนีออกนอกประเทศกันหมดด้วย
บางคนบอกว่าเอาจากงบทหารแล้วกัน ทำอย่างนั้นก็เหมือนอยู่บ้านไม้เก่า ๆ โทรม ๆ
แล้วยังไม่ยอมจ่ายเงินซื้อประกันไฟอีกมันเสี่ยงนะครับ
อย่างไรก็ตาม นายบรรยง
ได้เสนอให้ใช้หลักการทุนนิยมเสรีใหม่บวกรัฐสวัสดิการ (Neoliberalism + Welfare) สร้างทั้งความเติบโต พร้อมกับการกระจายไปด้วยกัน และสังคมนิยม (Socialism)
พิสูจน์แล้วว่าไม่เวิร์ก ถ้าดันทุรังกันแบบเดิม ๆ แผนยุทธศาสตร์
จะกลายเป็นแผนฉุดกระชากชาติไป[10]
2) ไทยจะเป็นรัฐสวัสดิการได้ไหม
“รัฐสวัสดิการ”น่าจะเป็นรัฐในอุดมคติของประชากรทั่วโลก
เพราะเป็นรัฐที่ดูแลประชาชนทุกกลุ่ม “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน”
แต่มีเพียงบางประเทศในยุโรปที่ประสบความสำเร็จ ก้าวถึงรัฐสวัสดิการ
เช่น สวีเดน เดนมาร์ก นอร์เวย์ แต่รัฐบาล คสช.
ก็ประกาศนโยบายเกี่ยวกับสวัสดิการหลายเรื่อง เช่น นโยบายบัตรสวัสดิการรัฐ
ที่มีส่วนช่วยสร้างความนิยมผู้นำรัฐบาล ในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้
มีบางพรรคที่เสนอเรื่องรัฐสวัสดิการ เช่น พรรคอนาคตใหม่
แต่ยังไม่มีรายละเอียดพรรคที่ประกาศนโยบายใกล้เคียงกับรัฐสวัสดิการที่สุด
น่าจะได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ เน้นการแก้จน สร้างคน สร้างชาติ
จะเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการรัฐ จาก 500 บาท เป็น 800 บาท ผู้ใช้แรงงานต้องมีรายได้ขั้นต่ำปีละ 120,000
บาท หรือเดือนละหมื่นบาท เด็กไทยทุกคนต้องเรียนฟรีถึงระดับ ปวส
มีอาหารเช้าและอาหารกลางวันฟรีถึงระดับมัธยม นโยบายลักษณะนี้เคยถูกโจมตีเป็น “ประชานิยม” เป็นเรื่องต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว
2557 ของ คสช
ที่ระบุว่าต้องมีมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการบริหารประเทศ
ที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมือง ที่อาจก่อความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน
แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครสนใจบัญญัตินี้อีกต่อไป
แม้แต่รัฐบาล คสช. ก็อนุมัติโครงการลดแลกแจกแถม
นำเงินแผ่นดินมาแจกประชาชนหลายกลุ่ม พรรคการเมืองอื่น ๆ
ก็อาจต้องงัดนโยบายประชานิยมออกมาสู้ เพราะเป็นนโยบายที่โดนใจชาวบ้านส่วนใหญ่
เพราะคนไทยรายได้ต่ำมีกว่า 15 ล้านคน มีคนชั้นกลางระดับล่างและระดับกลาง
ที่มีหน้าที่การงานและรายได้ไม่มั่นคง ไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำรุนแรง
ข้อมูลล่าสุดของธนาคารสวิสแห่งหนึ่งระบุว่า
ไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำอันดับ 1 ของโลก
สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งเพราะระบบเศรษฐกิจไทย แทนที่รัฐจะมีบทบาทลดความเหลื่อมล้ำ
แต่รัฐกลับซ้ำเติมปัญหา เพราะผู้คุมอำนาจในรัฐส่วนใหญ่เป็นตัวแทนกลุ่มทุนขนาดใหญ่
และนักการเมืองที่ร่ำรวย แก้ปัญหาแค่เป็นพิธีกรรม ระบบเศรษฐกิจและสังคมไทย
เป็นแบบรวยกระจุกจนกระจาย คนส่วนใหญ่มีการงานและรายได้ต่ำหรือไม่มั่นคง
จึงควรได้รับการดูแลจากรัฐ เช่นเดียวกับยุโรปหลายประเทศ
ที่มีนโยบายเน้นการประกันสังคมด้านการศึกษา การสาธารณสุข การมีเงินบำนาญ
การประกันการว่างงาน ทุกคนยอมรับความเป็นพลเมืองที่เท่าเทียมกัน
ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
แนวความคิดข้างต้นอาจเป็นรัฐในฝัน
ไม่เป็นความจริงในประเทศไทย ที่ยึดมั่นนโยบายมือใครยาวสาวได้สาวเอา โดยหวังอย่างลม
ๆ แล้ง ๆ ว่าผู้ร่ำรวยมั่งคั่งทั้งหลายจะแบ่งปันความรวยแก่กลุ่มคนระดับล่าง
โดยไม่ต้องปฏิรูประบบภาษีให้เป็นที่ขัดใจ สังคมไทยจะก้าวสู่รัฐสวัสดิการไม่ได้
ถ้าแค่ลดแลกแจกแถมไปวัน ๆ แต่ขจัดความยากจนไม่ได้[11]
3) ปัญหาเศรษฐกิจ
เหลื่อมล้ำสูง-ผลิตภาพต่ำ-ลงทุนน้อย-ด้อยภูมิต้านทาน มุมมองการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเหลื่อมล้ำสูง-ผลิตภาพต่ำ-ลงทุนน้อย-ด้อยภูมิต้านทานของ
วิรไท ผู้ว่าการ ธปท.วิเคราะห์ว่า 10 ปี เศรษฐกิจไทย พบยัง “เหลื่อมล้ำสูง
ผลิตภาพต่ำ ลงทุนน้อย ด้อยภูมิต้านทาน” ครัวเรือนหนี้สูงธุรกิจปลาใหญ่ยังกินปลาเล็กขณะที่รัฐบาลยังแก้ปัญหาระยะสั้น
เน้นประชานิยมซึ่งอาจจะส่งผลสร้างภาระการคลัง ทำให้ต้องทำงบขาดดุลต่อเนื่อง 12 ปี
แนะ 3 ด้านเร่งแก้ปัญหา วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
กล่าวถึงมุมมองเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง ในงาน “Thai
Journalists Association 64th Anniversary”
ว่า เศรษฐกิจไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีพัฒนาการที่ดีขึ้นมาก
โดยรายได้ต่อหัวเพิ่มจาก 140,000 บาทต่อปี ในปี 2551 โตขึ้น 50% มาอยู่ที่ 220,000
บาทต่อปีในปี 2560 ขณะที่เสถียรภาพของประเทศมีความเข้มแข็งมาก
โดยมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องกันถึง 5 ปี เสถียรภาพระบบสถาบันการเงินก็อยู่ในเกณฑ์ดี
ถึงแม้เศรษฐกิจไทยมีภูมิต้านทานและความสามารถในการปรับตัวดี
แต่ก็มีสัญญาณหลายอย่างที่เราต้องระมัดระวังและให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
ทั้งนี้ ความท้าทายหลัก ๆ
ของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย มี 3 ด้าน คือ
(1) ด้านผลิตภาพ
ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดที่จะกำหนดศักยภาพของเศรษฐกิจ โดย 10
ปีที่ผ่านมาผลิตภาพของเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ซึ่งมีสาเหตุจาก 4 เรื่องหลัก
ๆ
ประการแรก
แรงงานจำนวนมากมีผลิตภาพต่ำ
ขาดการพัฒนาและไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ภาคที่มีผลิตภาพที่สูงขึ้นได้
โดยแรงงานถึง 1 ใน 3 ของประเทศอยู่ในภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นภาคที่มีผลิตภาพต่ำที่สุด
ขณะที่นโยบายภาครัฐเข้าไปช่วยเหลือ โดยเน้นการดูแลราคา การประกันรายได้ และการให้เงินอุดหนุน
หรือการพักหนี้เกษตรกร ซึ่งช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในระยะสั้น
แต่ไม่ช่วยพัฒนาผลิตภาพในระยะยาว
ประการที่สอง คือ
แรงงานไทยยังมีทักษะไม่ตรงกับความต้องการของตลาด โดยจากที่
ธปท.พบปะกับภาคธุรกิจกว่า 800 รายต่อปี
พบว่าผู้ประกอบการจำนวนมากประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ
ถือว่าปัญหาดังกล่าวเป็นอุปสรรคลำดับต้น ๆ ของการดำเนินธุรกิจ
และเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับธุรกิจต่างชาติในการตัดสินใจมาลงทุนในประเทศไทย
ประการที่สาม
การลงทุนของเศรษฐกิจไทยอยู่ในระดับต่ำ
งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าเราเป็นประเทศเดียวในเอเชียที่ระดับการลงทุนที่แท้จริงของทั้งภาครัฐและเอกชนรวมกันยังต่ำกว่าช่วงก่อนวิกฤติเศรษฐกิจปี
2540 และไทยเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ส่วนแบ่งเงินลงทุนสุทธิจากต่างประเทศจากเงินลงทุนทั้งโลกลดลง
เมื่อเทียบใน 10 ปีที่ผ่านมา ยิ่งกว่านั้น ยังพบว่าการลงทุนที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่
เป็นการลงทุนเพื่อทดแทนเครื่องจักรเก่าที่เสื่อมลงไป
ซึ่งไม่ได้สร้างผลิตภาพให้เพิ่มขึ้นมากนัก
ประการที่สี่
ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจจากกฎระเบียบข้อบังคับของทางการที่มีจำนวนมากและล้าสมัย
ไม่สอดคล้องกับบริบทของระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันและโลกในอนาคต
โดยเฉพาะระบบเศรษฐกิจเชิงแบ่งปัน (Sharing
Economy) และระบบเศรษฐกิจดิจิตอล
(2) ด้านความเหลื่อมล้ำ
ความเหลื่อมล้ำของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
เรามีปัญหาการกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแบบไม่ทั่วถึง
ผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนที่มีรายได้สูง
ส่วนหนึ่งมาจากภาครัฐขาดประสิทธิภาพและความสามารถทำหน้าที่จัดสรรผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม
อีกส่วนหนึ่งเกิดจากความเหลื่อมล้ำทางโอกาสที่ฝังตัวอยู่ในทุกระดับ
กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ได้เปรียบธุรกิจขนาดเล็ก
โดยเฉพาะในช่วงที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำธุรกิจอย่างรุนแรง
ยิ่งทำให้ธุรกิจขนาดเล็กสู้ได้ยากขึ้น
(3) ภูมิต้านทานของเศรษฐกิจ
ความท้าทายเชิงโครงสร้างด้านที่สาม คือ ภูมิต้านทานของเศรษฐกิจไทย
โดยเฉพาะระดับครัวเรือนที่ยังเปราะบางมาก
โดยระดับหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) อยู่ที่ประมาณ 77.8%
ซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศที่มีรายได้ใกล้เคียงกับเรา ขณะที่พบว่าคนไทยราว
3 ใน 4 ไม่สามารถออมเงินได้ในระดับที่ตั้งใจไว้สำหรับการเกษียณอายุ
โดยปัญหาเหล่านี้จะก่อให้เกิดภาระการคลังในระยะต่อไป
นอกจากภาระค่าใช้จ่ายสวัสดิการผู้สูงอายุที่จะเพิ่มมากขึ้น
และแนวโน้มการดำเนินนโยบายประชานิยมที่หวังผลทางการเมืองในช่วงสั้น ๆ
ประมาณการฐานะการคลังระยะปานกลางแสดงว่า รัฐบาลจะต้องทำงบขาดดุลต่อเนื่องไปอีก 12
ปี จึงจะเริ่มมีงบสมดุลได้
ดังนั้น
เพื่อเตรียมพร้อมเราต้องให้ความสำคัญใน 3 เรื่อง เรื่องแรก คือ
เราจะต้องส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปข้างหน้าด้วยคุณภาพและผลิตภาพเป็นหลัก
เราไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลก
หรือไม่จำเป็นต้องมีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในโลก
แต่คงดีกว่าถ้าผลิตผลทางการเกษตรได้สามารถจำหน่ายได้ในราคาสูง
หรือคงดีกว่าถ้าเราดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพสูง เรื่องที่สอง คือ
ต้องเร่งเพิ่มคุณภาพของแรงงานไทย ซึ่งมีสัดส่วน 60%
ของคนไทยทั้งประเทศให้ก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก และเรื่องที่สาม คือ
หาทางใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด
โดยเฉพาะภาครัฐไทยที่มีประสิทธิภาพที่ลดลงเรื่อย ๆ[12]
4) สำนักงานบูรณาการลดความเหลื่อมล้ำ
“ธนาคารโลก” ชี้ไทยยังเหลื่อมล้ำสูง
และหากไม่สามารถแก้ไขได้ต้องใช้เวลา 20 ปี ถึงจะเป็นประเทศรายได้สูงได้
โดยต้องปฏิรูปเศรษฐกิจให้โตมากกว่า 4% เน้นปฏิรูปการศึกษา
การพัฒนาแรงงานและทุนมนุษย์ ด้าน “กอบศักดิ์” เชื่อมั่นคณะกรรมการติดตามความเหลื่อมล้ำที่รัฐบาลตั้งขึ้นจะพลิกโฉมความเหลื่อมล้ำได้
เกียรติพงศ์ อริยะปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลกประจำประเทศไทย กล่าวถึง
รายงานติดตามเศรษฐกิจไทย ความเหลื่อมล้ำ โอกาสและทุนมนุษย์ของธนาคารโลก
โดยในส่วนของความเหลื่อมล้ำของเศรษฐกิจไทย พบว่า
ไทยยังเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก
และยังมีความยากจนและความเหลื่อมล้ำสูง
โดยหากพิจารณาจากจำนวนเศรษฐีไทยที่ติดอันดับเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้นทุกปี
อย่างไรก็ตาม คาดว่า ในระยะปานกลางอัตราความยากจนของไทยจะลดลงอย่างช้า ๆ
ในพื้นที่ชนบท เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงพอ
ขณะที่ด้านความเหลื่อมล้ำไทยยังมีปัญหาในด้านรายได้ ซึ่งส่งผลเสีย 2 ประการ คือ
1.
ความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจที่ทำให้สูญเสียศักยภาพในการผลิต และ
2. ความเหลื่อมล้ำยังทำให้การพัฒนาองค์กรและสถาบันต่าง
ๆ ถดถอยลง ซึ่งส่งผลเสียต่อการสร้างนวัตกรรมและการลงทุน
ขณะที่ในส่วนของการสร้างทุนมนุษย์เพิ่มขึ้น
จะเป็นกุญแจของการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวและลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นได้
โดยพบว่าค่าดัชนีทุนมนุษย์ของไทย
ซึ่งวัดจากระดับผลิตภาพที่คาดหวังจากคนทำงานในช่วงต่อไป
เทียบกับศักยภาพที่พึงมีหากได้รับการศึกษาและสุขภาพที่ดี พบว่าอยู่ที่ 0.6
หรือสามารถมีผลิตภาพเพียง 60% จากศักยภาพที่ควรมี 100% โดยพบว่า
การศึกษายังเป็นประเด็นที่ต้องปรับปรุง
เนื่องจากคนในพื้นที่ยากจนยังได้รับโอกาสทางการศึกษาที่ด้อยกว่าคนในพื้นที่เมือง
โรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมากและไม่มีประสิทธิภาพ แม้ว่าโดยเฉลี่ยเด็กไทยจะศึกษาในโรงเรียนมากกว่า
12.4 ปี แต่ความรู้ที่ได้จริงจากโรงเรียนเทียบเท่า 8.6 ปี
ขณะที่ในด้านสุขภาพไทยกำลังเผชิญจากโรคไม่ติดต่อ โดยคนไทยที่อายุ 15 ปีมีเพียง 85%
เท่านั้น ที่รอดชีวิตได้จนถึง 60 ปี โดยโรคที่พบมาก คือ โรคเบาหวานและโรคหัวใจ
ขณะที่การบาดเจ็บบนท้องถนน ทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร ทั้งนี้
เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของคนไทยการจัดการประเด็นสุขภาพ
การศึกษาและการให้โอกาสที่เท่าเทียมกัน โดยในส่วนของการศึกษานั้น
ธนาคารโลกมองถึงการมีโรงเรียนที่มีประสิทธิภาพ
โดยควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อให้มีจำนวนครูที่มีความรู้ดีอย่างเพียงพอและมีงบประมาณเพิ่มขึ้นรวมทั้งให้อำนาจตัดสินใจในการจ้างครูที่เหมาะสมและจำเป็นต่อการให้การศึกษาที่ดี
ขณะที่ในส่วนของแรงงานในปัจจุบัน การเสริมสร้างโอกาส
และเพิ่มทักษะของแรงงานเป็นเรื่องจำเป็น โดยมองว่า
หากเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวในระดับปัจจุบัน
และไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำอย่างเหมาะสมจะต้องใช้เวลาจากวันนี้อีก
20 ปีไทยจึงจะเข้าสู่ประเทศรายได้สูงได้ นางเบอร์กิท ฮานน์
ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทยกล่าวว่า การรักษาระดับและคุณภาพของการปฏิรูปด้านโครงสร้างของประเทศเป็นเรื่องสำคัญที่ไทยต้องดำเนินการเพื่อลดความยากจน
และช่วยยกระดับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวให้สูงกว่า 4%
ในสภาวะที่ประเทศกำลังเผชิญหน้ากับสังคมสูงวัย
ในขณะที่การเร่งรัดการสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศจะช่วยเพิ่มรายได้ภาคการก่อสร้างและแรงงานของประเทศได้
ด้านกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานสัมมนา “จับตามองความเหลื่อมล้ำ
เพื่อการเติบโตอย่างมีส่วนร่วมของประเทศไทย” ซึ่งจัดโดยธนาคารโลกว่า
ยอมรับว่าไทยยังคงมีความเหลื่อมล้ำสูง
และรัฐบาลกำลังเดินหน้าที่จะแก้ไขปัญหา
แต่ไทยไม่ได้มีอันดับความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับ 1 ของโลก ทั้งนี้ ในช่วง 20
ปีที่ผ่านมา แม้ว่ารายได้ของไทยจะเพิ่มขึ้น 10 เท่า ความยากจนจะลดลง
แต่ดัชนีความเหลื่อมล้ำยังอยู่ในอัตราใกล้เคียงเดิม โดยคน 25%
สูงสุดของประเทศครองรายได้ 54% ของประเทศ ขณะที่คน 25% ด้านล่างถือครองรายได้แค่
5% ในช่วง 10 ปี คน 20% ด้านบนมีรายได้เพิ่ม 20,000 บาทต่อปี คนด้านล่างเพิ่มขึ้น
2,000 บาทต่อปี และหากดูจากบัญชีเงินฝาก คนที่เงินฝาก 50 ล้านบาทขึ้นไปต่อบัญชีมีเพียงไม่ถึง
1% แต่มีเงินฝากคิดเป็นมูลค่า 32.7% ของเงินฝากทั้งหมด และถ้าคิดบัญชีที่มีเงินฝาก
10 ล้านบาทขึ้นไป จะคิดเป็นมูลค่าถึง 50% ของเงินฝากทั้งหมด ขณะที่บัญชีเงินฝาก
90% มีเงินในบัญชีเฉลี่ยเพียง 4,900 บาทต่อบัญชีเท่านั้น “ที่ผ่านมา
ปัญหาที่เราไม่สามารลดความเหลื่อมล้ำได้ เนื่องจากไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบ
หรือเข้าไปจัดการปัญหาอย่างตรงจุด และไม่ใช่ว่าเราไม่มีงบประมาณ
แต่เราใช้งบประมาณปีละ 800,000 ล้านบาท แต่แยกกันหลายที่หลาย
ๆ กระทรวง ทำให้ขาดประสิทธิภาพ
รัฐบาลจึงตั้งสำนักงานบูรณาการลดความเหลื่อมล้ำที่อยู่ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(สศช) และมีคณะกรรมการติดตามความเหลื่อมล้ำให้ตรงจุด”[13]
5) ความเหลื่อมล้ำของคนไทย
ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยในประเทศไทย
ถูกนำกลับมาพูดถึงอย่างจริงจังอีกครั้ง
โดยบรรดานักธุรกิจที่อยู่ในระดับบนสุดของยอดพีระมิดในสังคมไทยที่สำคัญ ก็คือ
ประเด็นความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยนี้
ถูกนำไปขยายความกันอย่างกว้างขวางในช่วงระหว่างที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
กำลังพาประเทศไทยไปสู่การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยตามที่ทุกฝ่ายต้องการ
นั่นจึงทำให้มีการออกมาถกเถียงกันมากว่า ข้อเท็จจริงเป็นเช่นนั้นหรือไม่
โดยเฉพาะข้อมูลที่มาจาก CS Global Wealth Report 2018 ของ
เครดิตสวิส Private Banking และ
ผู้นำในการบริหารความมั่งคั่ง สัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งออกมาเมื่อเดือน ต.ค.
2561 ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลกไปแล้ว
เมื่อนับอันดับด้านความมั่งคั่ง (Wealth) จากที่ประเทศไทยเคยอยู่อันดับ
3 ในการสำรวจเมื่อสองปีก่อน
แต่ปัจจุบันกลับแซงหน้าความเหลื่อมล้ำของรัสเซียและอินเดีย
ไปยืนห่างจากทั้งสองประเทศเป็นอันดับ 1 ตามข้อมูลนี้
ความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยถูกระบุว่า 1% ของคนรวย มีสินทรัพย์เพิ่มมากขึ้น 66.9%
วิ่งแซงหน้าประเทศต่าง ๆ ที่คนรวย ๆ ส่วนใหญ่มีสินทรัพย์ลดลง
เมื่อหันไปดูคนไทยที่ยากจน
10% มีทรัพย์สินเท่ากับ 0% ถ้านับหนี้ด้วยก็อาจติดลบ
เป็นเรื่องน่ากังวลขอแสดงความห่วงใยในเรื่องนี้ก็คือตัวเลขต่าง ๆ สะท้อนให้เห็นว่า
คนไทยครึ่งประเทศเป็นพวก “หาเช้ากินค่ำ” หรือไม่ก็ “เดือนชนเดือน”
ไม่มีเหลือเก็บออมแถมกำลังจะแก่ก่อนมีเงินออมด้วยซ้ำ “และถ้าไปดูตัวเลขดัชนีค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค GINI
Coefficient Index ด้านความมั่งคั่ง (มาตรวัดการกระจาย ที่ค่าสูงสุด
100 หมายถึง คนเดียวเอาไปหมด ถ้า 0 แปลว่าทุกคนเท่ากันหมด) ตามตาราง 6.6
เป็นเครื่องยืนยันว่า ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลก เพราะ GINI เราสูงถึง 90.2 ซึ่งผมว่าน่าจะเป็นสถิติโลกที่คงหาคนทำลายได้ยาก” บรรยง พงษ์พานิช ผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ภัทร
เขียนถึงเรื่องนี้ในสื่อโซเชียล ทีมเศรษฐกิจ เห็นว่า
ความเหลื่อมล้ำในระหว่างคนจนกับคนรวยในประเทศไทยเป็นปัญหาจริง
และเป็นสิ่งที่รัฐบาลจำเป็นจะต้องแก้ไข
เราจึงตามหาความจริงของเรื่องนี้จากผู้ที่มีหน้าที่ทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยมีความมั่งคั่ง
นั่นก็คือ สำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นั่นเอง ที่ผ่านมาการวัดสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของไทยจะใช้วิธีการวัดตามมาตรฐานของธนาคารโลก
โดยวัดจากดัชนี GINI Coefficient Index ซึ่งธนาคารโลกใช้ในการวัดความเหลื่อมล้ำในประเทศต่าง ๆ 110 ประเทศ ดัชนี GINI
มี 2 ลักษณะ ได้แก่ (1) GINI ด้านรายได้ และ
(2) GINI ด้านรายจ่าย โดยค่าดัชนีดังกล่าวจะมีค่าระหว่าง 0–1 หากค่าดัชนี GINI มีระดับต่ำจะแสดงถึงการกระจายรายได้และรายจ่าย
อยู่ในระดับดีกว่าค่า GINI ที่มีค่าสูง
กรณีของประเทศไทยการคำนวณค่าดัชนี GINI ทั้ง 2
ลักษณะจะใช้ข้อมูลจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ
(สสช.) สำรวจข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ระดับฐานรายได้ต่าง ๆ กัน จำนวน 52,010
ครัวเรือน ซึ่งการสำรวจรายได้จะดำเนินการทุก 2 ปี ขณะที่การสำรวจรายจ่ายจัดทำทุกปี
จากข้อมูลล่าสุดปี 2560 พบว่า ค่า GINI ด้านรายได้ของไทยคิดเป็น
0.453 หรือ 45.3% และค่า GINI ด้านรายจ่ายคิดเป็น 0.364 หรือ
36.4% หากเปรียบเทียบแนวโน้มของสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของไทยในช่วง 10
ปีที่ผ่านมา พบว่า มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยค่า GINI ด้านรายได้ลดลงจาก 0.499 ในปี 2550 เป็น 0.453 ในปี 2560 และค่า GINI
ด้านรายจ่ายลดลงจาก 0.398 ในปี 2550 เป็น 0.364 ในปี 2560
ส่วนสถานการณ์ด้านความแตกต่างของรายได้ระหว่างกลุ่มประชากรที่มีรายได้สูงที่สุดและกลุ่มประชากรที่มีรายได้น้อยที่สุด
มีแนวโน้มแคบลงอย่างต่อเนื่อง โดยลดลงจาก 25.10 เท่าในปี 2550 เป็น 19.29 เท่า
ในปี 2560 และความแตกต่างของรายจ่ายระหว่างกลุ่มประชากรที่มีรายจ่ายสูงที่สุดและกลุ่มประชากรที่มีรายจ่ายน้อยที่สุด
มีแนวโน้มแคบลงอย่างต่อเนื่อง โดยลดลงจาก 11.70 เท่า ในปี 2551 เป็น 9.32 เท่า
ในปี 2560 จากข้อมูลทั้ง 2 ส่วนข้างต้น แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ
ทั้งในส่วนของรายได้และรายจ่ายระหว่างประชากรกลุ่มต่าง ๆ ของไทยมีแนวโน้มดีขึ้น
อย่างไรก็ดี
สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในประเทศยังมีความจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการดำเนินการผ่านมาตรการต่าง
ๆ ของภาครัฐ
เพื่อให้ประชากรในกลุ่มที่มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางมีรายได้เพิ่มขึ้น
และมีการกระจายรายได้จากกลุ่มประชากรที่มีรายได้สูงไปสู่ประชากรกลุ่มต่าง ๆ
ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การจัดอันดับความเหลื่อมล้ำของประเทศต่าง ๆ
ที่ดำเนินการโดยธนาคารโลกนั้นใช้ค่าดัชนี GINI
coefficient เป็นตัวชี้วัด ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทย
มีอันดับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยปี 2556
ประเทศไทยมีค่าดัชนี GINI
coefficient ด้านรายจ่ายอยู่อันดับที่ 46 จาก 73 ประเทศ
และปรับตัวดีขึ้นเป็นอันดับที่ 40 จาก 67 ประเทศในปี 2558
โดยจำนวนประเทศในแต่ละปีจะไม่เท่ากัน เนื่องจากข้อจำกัดด้านข้อมูลของประเทศต่างๆ
ซึ่งมีทั้งประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศที่กำลังพัฒนา และจากข้อมูลล่าสุดของธนาคารโลก
ค่า GINI ของไทยอยู่ที่ 0.36
และเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว อาทิ อังกฤษ มีค่า GINI อยู่ที่ 0.33 สหรัฐอเมริกา มีค่า GINI อยู่ที่ 0.41
ซึ่งจะเห็นได้ว่าสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของไทยอยู่ในระดับที่ไม่แตกต่างกันมากกับประเทศที่พัฒนาแล้ว
สำหรับกรณีการวัดความเหลื่อมล้ำของรายงาน CS Global Wealth Report 2018 นั้น เป็นการวัดการกระจายความมั่งคั่ง (Wealth Distribution) โดยประเทศที่มีข้อมูลการวัดกระจายความมั่งคั่งสมบูรณ์มีเพียง 35 ประเทศ
ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว อาทิ ฝรั่งเศส อิตาลี สวีเดน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้
สิงคโปร์และจีน ส่วนของประเทศไทยไม่มีการจัดเก็บผู้ทำการวิจัย ซึ่งเป็นบริษัทเอกชน
จึงใช้ข้อมูลการประมาณการทางเศรษฐมิติ บนสมมติฐานว่าการกระจายความมั่งคั่ง
มีความสัมพันธ์กับการกระจายรายได้ของ 133 ประเทศรวมทั้งไทยด้วย
ถือเป็นการประมาณการอย่างหยาบ
นอกจากนั้น กรณีของประเทศไทยซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม 133 ประเทศ
ที่ไม่มีข้อมูลการถือครองความมั่งคั่ง แต่มีข้อมูลการกระจายรายได้
และใช้ข้อมูลเมื่อปี 2549
ขณะที่ข้อมูลของประเทศอื่นๆเป็นข้อมูลของปีที่มีความแตกต่างหลากหลายกันไป ซึ่งต่างจากชุดข้อมูลธนาคารโลกที่ส่วนใหญ่จะเปรียบเทียบในช่วงปีเดียวกัน
ดังนั้น การวัดการกระจายความมั่งคั่งตามที่ปรากฏนั้น
ไม่สะท้อนสถานการณ์ของประเทศไทยได้อย่างชัดเจน
เมื่อเปรียบเทียบกับการวัดจากข้อมูลสำรวจจริงตามมาตรฐานของธนาคารโลก
ที่ประเทศไทยดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2531
เพราะฉะนั้นสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของไทย จากการสำรวจข้อมูลจริง
ใช้วิธีการวัดที่เป็นมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลโดยธนาคารโลกนั้น
ประเทศไทย มิได้มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุด
อย่างที่ปรากฏข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์แต่อย่างใด ในทางกลับกันสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทั้งด้านรายได้และรายจ่ายของไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับ
อย่างไรก็ดี การลดความเหลื่อมล้ำและความแตกต่างของรายได้
เป็นเรื่องที่ภาครัฐให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมมากขึ้น
ผ่านกลไกของภาครัฐและความร่วมมือกับภาคเอกชน
เพื่อเพิ่มโอกาสการสร้างอาชีพและรายได้ การจัดสวัสดิการทางสังคม ทั้งด้านการศึกษา
สาธารณสุข และที่อยู่อาศัย โดยตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยมีการกระจายรายได้
ในด้านความแตกต่างของรายได้ระหว่างประชากร 10% ที่มีรายได้สูงที่สุดต่อประชากร 10%
ที่มีรายได้น้อยที่สุดไม่เกิน 15 เท่า จากปัจจุบัน 22 เท่า ภายในปี 2580 หรือมีค่า
GINI coefficient ด้านรายได้ในระดับ 0.36
6) รัฐบาลวางแนวทางเชิงรุกแก้ปัญหา
การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในส่วนของรัฐบาลชุดนี้
ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2561
ได้เห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบูรณาการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและแก้ปัญหาความยากจน
กำหนดให้มีคณะกรรมการ 2 ชุด และสำนักงาน 1 องค์กร ประกอบด้วย
(1) คณะกรรมการนโยบายการลดความเหลื่อมล้ำและแก้ไขปัญหาความยากจน (กนล.)
มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
(2) คณะกรรมการบริหารการลดความเหลื่อมล้ำและแก้ปัญหาความยากจน (กบล.)
มีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
(3) สำนักงานบูรณาการลดความเหลื่อมล้ำและแก้ไขปัญหาความยากจน
อยู่ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
เนื้อหาสำคัญที่ 2
คณะกรรมการ และ 1 สำนักงานที่ตั้งขึ้นมาใหม่ คือ
การเป็นหัวหอกในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและปัญหาความยากจนให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน
เนื่องจากในแต่ละปีที่ผ่าน ๆ มา รัฐบาลได้ จัดสรรงบประมาณปีละ 800,000 ล้านบาท
เพื่อนำมาแก้ปัญหานี้อยู่แล้ว แบ่งออกเป็น งบประมาณด้านการจัดสวัสดิการต่าง ๆ รวม
500,000 ล้านบาท เช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ประกันสังคม
กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา สวัสดิการของเด็ก ผู้สูงอายุและคนพิการ และอีก 300,000
ล้านบาท เป็นงบประมาณตามหน้าที่หรือฟังก์ชัน ที่แต่ละกระทรวงได้จัดสรรงบประมาณใช้สำหรับดูแลประชาชนในโครงการต่าง
ๆ เช่น ขุดบ่อ ขุดคลอง งบประมาณเพื่อการพัฒนาชนบท เป็นต้น ต่อจากนี้ไปการทำงานจะต้องเป็นเชิงรุกและเป็นระบบ
คงต้องลงไปชำแหละดูว่างบประมาณ 800,000 ล้านบาท ได้ใช้อย่างถูกที่ ถูกทาง และถูกคน
ตามวัตถุประสงค์ของการแก้ปัญหาความยากจน
อันจะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำได้จริงหรือไม่
โดยจะมีการประเมินประสิทธิภาพโครงการต่าง ๆ ว่าตอบโจทย์ความเหลื่อมล้ำมากน้อยแค่ไหน
ตรงเป้าหมายหรือไม่ซ้ำซ้อนกันหรือเปล่า พร้อมกับดูเพิ่มเติมด้วยว่า
งบประมาณในปีต่อไป ควรจะไปลงที่โครงการใด เพื่อยกประสิทธิภาพการใช้เงิน 800,000
ล้านบาทให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ในอนาคตจะมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่เด็กเล็กซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของชาติ
และผู้สูงอายุที่จะมีจำนวนมากขึ้นแต่จะมีรายได้ลดลง
ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ เมื่อเจาะลึกลงไปที่คณะกรรมการชุดแรก
กนล.ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กำหนดให้มีอำนาจกำหนดกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์
วางแนวทาง หลักเกณฑ์
วิธีการดำเนินงานการบูรณาการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและแก้ไขปัญหาความยากจนในทุกมิติและทุกระดับ
รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานเสนอแนะต่อ ครม. ส่วนกรรมการอีกชุด
กบล. ที่มีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
จะต้องไปกำหนดกรอบตัวชี้วัดด้านความเหลื่อมล้ำทางสังคมของประเทศ เสนอแนวทาง
หลักเกณฑ์
และแผนปฏิบัติการในการบูรณาการพิจารณากลั่นกรองแผนงานและงบประมาณกำกับการดำเนินงานให้เป็นไปตามนโยบายและยุทธศาสตร์
ติดตาม ประเมินผลการดำเนินงาน รวมทั้งจัดทำแก้ไขกฎหมายและมาตรการต่างๆเพิ่มเติม รัฐบาลได้ย้ำว่าการดำเนินการครั้งนี้เป็นการปฏิรูปประเทศครั้งสำคัญ
ในส่วนของประชาชนก็คงต้องรอดูและอาศัยเวลาอีกระยะหนึ่งมาช่วยกันประเมินว่า
ผลของการปฏิรูปครั้งนี้ได้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำให้คนไทยได้จริงหรือไม่[14]
2.2.2
2.2.3
2.2 แนวทางการลดความเหลื่อมล้ำในไทยแลนด์
4.0
2.1.1
2.1.2
2.1.3
2.3 เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
2.3.1
2.3.2
2.3.3
[1]กรุงเทพธุรกิจ, “พุทธศาสนากับการพัฒนาไทยแลนด์ 4.0”, 16 พ.ค. 2560, [ออนไลน์], แหล่งที่มา
: http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/641259[24
สิงหาคม 2560].
[2]คม ชัด
ลึก,
“ไทยแลนด์ ๔.๐ - ประชารัฐ”กลไกสถาปนาอำนาจชนชั้นนำ, ๑๙ มิ.ย. ๒๕๖๐, [ออนไลน์], แหล่งที่มา : http://www.komchadluek.net/news/politic/283386
[๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๐].
[3]มติชนออนไลน์,“ศาสตราจารย์ นายแพทย์วิจารณ์ พานิช ฟันธง
ไทยแลนด์4.0เกิดไม่ได้ ถ้ามหาวิทยาลัย ไม่เชื่อมโยงกับสังคม,” 5 กรกฎาคม 2560, [ออนไลน์],
https://www.matichon.co.th/news/597113[21 สิงหาคม 2560].
[4]ประชาไท, แอนดรูว์ บิ๊กส์-ห่วงประเทศไทยไทยอยากทันสมัย ๔.๐ แต่การศึกษายังไม่สร้างเด็กให้สามารถคิดเป็น,
๑๖ พฤษภาคม๒๕๖๐, [ออนไลน์], แหล่งที่มา : https://prachatai.com/journal/2017/05/71508 [๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๐].
[5]กรุงเทพธุรกิจ,
ไทยแลนด์ 4.0 กับอุปสรรคที่ “ไม่เคลียร์” 17 มีค. 2560, [ออนไลน์], แหล่งที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/640655 [21 สิงหาคม 2560].
[6]กรุงเทพธุรกิจ, ไทยแลนด์ 4.0ผลกระทบแรงงาน, 12 ก.ค. 2560, [ออนไลน์], แหล่งที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/638279 [22 สิงหาคม 2560].
[7]SME Social
Planet,
“รู้จักกับ Thailand 4.0 แบบเข้าใจง่าย
อ่านรอบเดียว เล่าได้เป็นช่องเป็นฉาก”, ๒๗ ธันวาคม๒๕๕๙,
[ออนไลน์], แหล่งที่มา : https://www.bangkokbanksme.com/article/10053
[๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๐].
[8]วิชิตวงศ์
ณ ป้อมเพชร,
ทำความเข้าใจ “ความเหลื่อมล้ำ”, 1 June
2018, ประชาชาติธุรกิจออนไลน์, <https://www.prachachat.net/columns/news-168380>16
may 2562,
[9]ซูม,
ไทยรัฐออนไลน์, เบาใจที่รัฐบาลรู้ปัญหา “เหลื่อมล้ำสูง” ต้องรีบแก้, 26 กันยายน 2560 <https://www.thairath.co.th/content/1079979>20
มีนาคม 2562,
[10]ไทยรัฐออนไลน์, อันดับ 1 โลก ไทยเบียด 'รัสเซีย-ตุรกี'
ขึ้นแชมป์เหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ, 6 ธ.ค. 2561,
<https://www.thairath.co.th/content/1438630>12 มีนาคม 2562,
[11]ไทยรัฐฉบับพิมพ์, 2 ก.พ. 2562 <https://www.thairath.co.th/content/1485110>12 มีนาคม 2562,
[12]ไทยรัฐฉบับพิมพ์, “วิรไท” ชี้ 3 ด้านแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
เหลื่อมล้ำสูง-ผลิตภาพต่ำ-ลงทุนน้อย-ด้อยภูมิต้านทาน, 7 มีนาคม
2562<https://www.thairath.co.th/content/1512978>12 มีนาคม
2562,
[13]ไทยรัฐฉบับพิมพ์, ไทยแก้ความเหลื่อมล้ำไม่ได้ ธนาคารโลกชี้อีก 20 ปีถึงหลุดพ้นความยากจน,
17 ม.ค. 2562<https://www.thairath.co.th/content/1471744>12
มีนาคม 2562,
[14]ทีมเศรษฐกิจ, ไทยรัฐฉบับพิมพ์, เปิดความจริง
ความเหลื่อมล้ำของคนไทย, 24 ธ.ค. 2561,<https://www.thairath.co.th/content/1452476>
12 มีนาคม 2562,
No comments:
Post a Comment