Google

Friday, February 28, 2025

บทที่ 1 บทนำ

 

บทที่ 1

บทนำ

 

 

1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

ถ้อยคำที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศในยุคนี้ที่เราได้ยินบ่อย คือ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” “ไทยแลนด์ 4.0”“ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”“ประชารัฐ”“นวัตกรรม”“ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง”“ไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลังและความเหลื่อมล้ำจากเนื้อหาสาระของไทยแลนด์ 4.0 จะเห็นว่ารากฐานของวิธีคิดในการพัฒนาประเทศของรัฐบาลยังคงเป็นการมอง การพัฒนาแบบเส้นตรงโดยมีการจำแนกขั้นตอนการพัฒนาเศรษฐกิจไทยเป็น 4 ยุค ยุคแรก คือ เกษตรและหัตกรรมซึ่งถูกเรียกว่า ยุค 1.0[1] ต่อมาเป็นยุคอุตสาหกรรมเบาเรียกว่า 2.0 ถัดจากนั้นเป็นยุคอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อน เรียกว่า 3.0 และยุคอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงและนวัตกรรม เรียกว่า 4.0[2] ตามลำดับ ดูเหมือนว่ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นอย่างมากที่จะขับเคลื่อนให้ประเทศไทยพัฒนาเป็นไทยแลนด์ 4.0 โดยหวังว่าระบบเศรษฐกิจฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรมจะเป็นพลังในการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศจนสามารถหลุดพ้นจากประเทศที่ตกอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง ไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง ซึ่งในท้ายที่สุดก็จะสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนแก่ประเทศต่อไป อย่างไรก็ตามวิธีคิดการพัฒนาแบบเส้นตรง ซึ่งเป็นกรอบความคิดและการใช้เหตุผลแบบตะวันตก การเน้นความก้าวหน้าทางวัตถุ

การใช้วิทยาศาสตร์อย่างเข้มข้น และการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่ใช้เป็นรากฐานของไทยแลนด์ 4.0 นั้นดูเหมือนไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมไทยมากนัก อีกทั้งการคิดว่าประเทศไทยในปัจจุบันตกอยู่ในกับดักของรายได้ปานกลางนั้น ก็เป็นมายาคติอีกแบบหนึ่งเช่นเดียวกัน ที่ไปรับมาจากตะวันตกเช่นเดียวกัน ความคิดและความเชื่อของคนในสังคมไทยได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจากศาสนาพุทธ ซึ่งมี วิธีคิดการพัฒนาเป็นแบบวัฎจักรอันได้แก่หลักเหตุผลที่ว่า การเกิด แก่ เจ็บ ตาย และการเกิดใหม่วนเวียนในสังสารวัฏอุบัติขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าหลายภพหลายชาติ จนกว่าสามารถปฏิบัติจิตให้บรรลุนิพพานจึงจะหลุดพ้นจากเหตุผลเชิงวัฏจักรเช่นนี้ได้ อีกทั้งยังมีหลักคิด การมองสรรพสิ่งเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ อันได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา[3] ซึ่งก่อให้เกิดสภาพจิตใจที่รู้จักปล่อยวาง ไม่ยึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากจนเกินไป ดังที่เรามักจะพูดว่าไม่เป็นไรอยู่เสมอ เมื่อเผชิญกับสิ่งที่ไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง เพราะเรามีจิตวิญญาณที่ฝังลึกอยู่อย่างหนึ่งว่า เรารู้ว่าสรรพสิ่งมันเป็นของมันอย่างนั้นเอง เราจึงปล่อยวาง ไม่ไปยึดติดกับมัน และพร้อมจะแบ่งปันแก่กันและกัน อยู่กันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย เน้นค่านิยมเกื้อกูลซึ่งและกัน โดยไม่เน้นค่านิยมเรื่องการแข่งขัน[4]

ผู้วิจัยมีความเห็นสอดคล้องกับ พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ที่เห็นว่าประเทศไทย 4.0 มีจุดบกพร่องที่สำคัญ คือ การเป็นแผนพัฒนาที่มีโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ที่ยึดโยงอยู่กับวิทยาศาสตร์แบบกลไกแยกส่วนของนิวตันและเดส์คาตส์ ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์ที่อาศัยข้อมูลที่เข้าสู่ความรับรู้ของมนุษย์ทางอินทรีย์ 5 หรือทวาร 5[5] และโดยเฉพาะที่สำคัญ คือ ทางจักขุนทรีย์ หรือจักขุทวาร ทั้งนี้โดยได้ผ่านกระบวนการปรุงแต่งของจิตแล้ว และนักวิทยาศาสตร์ทั่วไปไม่ได้เฉลียวใจวิเคราะห์ให้ชัดเจนก่อนนำมาเป็นข้อมูลเริ่มต้น ในการคาดคะเนตั้งสมมติฐานทฤษฎี ข้อมูลของวิทยาศาสตร์จึงเป็นบัญญัติสมมติที่จิตสร้างขึ้น จากการกระตุ้นของธรรมชาติแท้จริงภายนอก เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วการนำข้อมูลเหล่านั้นไปวิเคราะห์คาดคะเน อย่างไรก็คงไม่นำไปสู่ความรู้จริงแท้หรือสัจธรรมได้ นอกจากจะเป็นเพียงความรู้เรื่องโลกอันเป็นเพียงเงาของความจริงตามคำกล่าวของเอดดิงตัน นั่นเอง[6] ดังนั้น ประเทศไทย 4.0 ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานวิทยาศาสตร์แบบกลไกที่พัฒนาเป็นระบบเศรษฐกิจแบบบริโภคนิยมที่ทราบกันดีแล้วว่า ก่อให้เกิดปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะปัญหาโลกร้อนที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการเดิม ๆ ได้อีกต่อไปแล้ว

ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงมีความสนใจทำวิจัย เรื่อง “เสริมสร้างคุณค่าประเทศไทย 4.0 ด้วยพุทธธรรมนิยามเพื่อทำให้สังคมไทย 4.0 มีความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนอย่างแท้จริง” โดย ธรรมนิยาม ในพระพุทธศาสนาเป็นกฎธรรมชาติที่เหนือกฎทั้งปวงไม่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาจำแนกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ ความสมดุล ความเป็นวัฏฏะ และความเกื้อกูลกัน โดยการสังเคราะห์เป็นทฤษฎีสามสมดุล หรือทฤษฎีสมดุลผลิตสมดุลบริโภค และสมดุลผลประโยชน์ที่เกิดจากการผลิตและการบริโภค[7] ที่สอดคล้องกับหลักธรรมที่ใช้ในการบริหารจัดการประเทศทั้งหมดที่เป็นธรรมาธิปไตย แต่แย้งกับระบบการแข่งขันเสรีที่เป็นหลักการสำคัญของสังคมบริโภคนิยมที่บุคคลสามารถประกอบธุรกิจที่แสวงหากำไจอย่างไร้ขีดกำกัด ด้วยเหตุนี้ประเทศไทย 4.0 จึงไม่สามารถทำให้สังคมไทยบรรลุเป้าหมายสำคัญ คือ มั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน ได้ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนหลักการให้สอดคล้องกับกฎธรรมชาติ ซึ่งสามารถทำได้โดยการปฏิบัติตามทฤษฎีสามสมดุลที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ดังนั้น ทฤษฎีสามสมดุล ซึ่งสังเคราะห์จากพุทธธรรมนิยามมีลักษณะเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของสังคมโลก เช่นเดียวกับอริยมรรคมีองค์แปดที่เป็นหลักการดำเนินชีวิตของชาวพุทธ

 

1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย

1.2.1 เพื่อศึกษาจุดบกพร่องในแผนพัฒนาไทยแลนด์ 4.0

1.2.2 เพื่อศึกษาพุทธธรรมที่แก้ไขจุดบกพร่องในแผนพัฒนาไทยแลนด์ 4.0

1.2.3 นำเสนอแนวทางการเสริมสร้างคุณค่าประเทศไทย 4.0 ด้วยพุทธธรรมนิยามเพื่อทำให้สังคมไทย 4.0 มีความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนอย่างแท้จริง

1.3 ปัญหาที่ต้องการทราบ

1.3.1 จุดบกพร่องในแผนพัฒนาไทยแลนด์ 4.0

1.3.2 พุทธธรรมที่แก้ไขจุดบกพร่องในแผนพัฒนาไทยแลนด์ 4.0เป็นอย่างไร

1.3.3 การเสริมสร้างคุณค่าประเทศไทย 4.0 ด้วยพุทธธรรมนิยามเพื่อทำให้สังคมไทย 4.0 มีความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนอย่างแท้จริงเป็นอย่างไร

 

1.4 ขอบเขตของการวิจัย

1.4.1 ขอบเขตเอกสารการวิจัย เอกสารหลักในพระพุทธศาสนาที่ผู้วิจัยใช้เป็นกรอบในการศึกษาวิจัยและอ้างอิง คือ คัมภีร์พระไตรปิฎกทั้งภาษาไทยและบาลี คัมภีร์อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา และปกรณ์วิเสส ในขณะที่เอกสารชั้นรองที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยจะใช้หนังสือที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน รวมถึงการนำความรู้ไปดำเนินชีวิตทั้งในปัจจุบันและอนาคตที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย” ที่ซึ่งผู้คนทั่วโลกสามารถติดต่อเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกันได้โดยผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ 3 ประการ คือ เวลา พื้นที่ และความรู้ ดังนั้น ขอบเขตข้อมูลในงานวิจัยนี้จึงกว้างขวางในระดับโลก

1.4.2 ขอบเขตเนื้อหาในการวิจัย ผู้วิจัยจะศึกษาการเรียนการสอนปัจจุบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเน้นที่เป็นแหล่งกำเนิดในประเทศแถบตะวันตก และเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย คือ ผลของการใช้ทฤษฎีสมดุลผลิตสมดุลบริโภคและสมดุลผลประโยชน์ ที่ได้นำเสนอบทการเกื้อกูลประชาชนทั่วไปในรูปของผู้บริโภคจากภาครัฐสู่องค์กรของผู้ผลิต งานวิจัยมีเนื้อหามุ่งเน้นไปที่การนำเสนอ รูปแบบการเรียนการสอนที่มีลักษณะเป็นองค์รวมและมีดุลยภาพ ซึ่งพัฒนาการลักษณะของความสัมพันธ์จะเป็นตัวแปรสำคัญในการนำมาเป็นกรอบในการศึกษาวิเคราะห์ และสังเคราะห์ทฤษฎีที่สอดคล้องกับหลักพุทธธรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งรูปแบบการเรียนการสอนในโลกอนาคตตามแนวพระพุทธศาสนา

1.4.3 ขอบเขตของเวลาในการศึกษา ผู้วิจัยจะดำเนินการศึกษาวิจัยโดยใช้ระยะเวลาประมาณ 2.5 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่ วันที่ 1 เมษายน 2562 ถึง วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562

 

1.5 คำนิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย

เสริมสร้างคุณค่า หมายถึง เพิ่มพูนสิ่งที่มีประโยชน์หรือมูลค่าสูงให้ดีหรือมั่นคงยิ่งขึ้น ในที่นี้หมายถึง เพิ่มพูนสิ่งที่มีประโยชน์หรือมูลค่าสูงของแผนพัฒนาประเทศไทย 4.0 ที่เดิมยึดโยงอยู่กับกระบวนทัศน์ที่มองโลกตามแบบวิทยาศาสตร์กลไกและแยกส่วนของเดส์คาตส์และนิวตันทำให้เห็นพัฒนาการต่าง ๆ เป็นแบบเส้นตรง (Linear) มาเป็นกระบวนทัศน์แบบใหม่ที่ตั้งอยู่พื้นฐานวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ตามทฤษฎีสัมพันธภาพและควอนตัมฟิสิกส์ มีพัฒนาการต่าง ๆ ไม่เป็นแบบเส้นตรง (Non-Linear) ที่มีความสอดคล้องกับระบบนิเวศวิทยาและหลักธรรมในพระพุทธศาสนา

ประเทศไทย 4.0 หมายถึง วิสัยทัศน์เชิงนโยบายที่เปลี่ยนเศรษฐกิจแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนไปด้วยนวัตกรรมและนำพาประชาชนทั้งประเทศไปสู่โมเดลประเทศไทยที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนโดยไทยแลนด์ 4.0 มีพัฒนาการมาจากไทยแลนด์ 1.03.0 ดังนี้ (1) ประเทศไทย 1.0 เน้นการเกษตรเป็นหลัก เช่น การผลิตและขาย พืชไร่ พืชสวน เลี้ยงหมู เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เป็นต้น (2) ประเทศไทย 2.0 เน้นอุตสาหกรรมแต่เป็นอุตสาหกรรมเบา ในยุคนี้ใช้แรงงานที่มีราคาถูกแต่เริ่มจะมีเครื่องไม้เครื่องมือเข้ามาช่วยผลิต เช่น การผลิตและขายรองเท้า เครื่องหนัง เครื่องดื่ม เครื่องประดับ เครื่องเขียน กระเป๋า เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น (3) ประเทศไทย 3.0 เป็นยุคในปัจจุบัน เป็นอุตสาหกรรมหนักและการส่งออก เช่น การผลิตและขาย บริการส่งออกเหล็กกล้า รถยนต์ กลั่นนำมัน แยกก๊าซธรรมชาติ ปูนซีเมนต์ เป็นต้น โดยพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพื่อเน้นการส่งออกเป็นหลัก

พุทธธรรมนิยาม หมายถึง กำหนดที่แน่นอนในทางพระพุทธศาสนาเป็นธรรมสูงสุดสามประการ ได้แก่ กฎไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท และอริยสัจ 4 เป็นธรรมที่เป็นหนึ่งเดียวกันเมื่อพิจารณาเชิงพลวัตที่สามารถนำมาอธิบายปรากฏการณ์ชีวิตได้ทั้งสามแบบ คือ ลักษณะของชีวิตอธิบายด้วยกฎไตรลักษณ์ ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ความเป็นไปของชีวิตอธิบายด้วยเหตุและปัจจัยของกฏปฏิจจสมุปบาท และแนวทางการดำเนินชีวิตด้วยอริยสัจ 4 ที่แสดงออกมาเป็นอริยมรรคมีองค์ 8 เมื่อย่อให้เหลือสามก็เรียกว่า ไตรสิกขา และเมื่อตีความเพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตในทางเศรษฐกิจและสังคมทางโลกก็จะได้เป็น “ทฤษฎีสามสมดุล หรือทฤษฎีสมดุลผลิตสมดุลบริโภค และสมดุลผลประโยชน์ที่เกิดจากการผลิตและบริโภค”

ความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนอย่างแท้จริง หมายถึง ความหมายตามรูปศัพท์ของแต่ละคำ คือ ความมั่งคั่งหมายถึง ความมีทรัพย์มากมายล้นเหลือ มั่นคง หมายถึง แน่นหนาและทนทาน และ ยั่งยืน หมายถึง ยืนยงอยู่นาน ในงานวิจัยนี้ตีความหมายของคำสามคำนี้ว่าเป็นจริงทั้งความหมายตามรูปศัพท์ และสภาพความเป็นจริงได้ด้วยการยึดโยงกับนิเวศวิทยา

 

1.6 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

ในการวิจัยเรื่องนี้ มีเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ“การเสริมสร้างคุณค่าประเทศไทย 4.0 ด้วยพุทธธรรมนิยามเพื่อทำให้สังคมไทย 4.0 มีความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนอย่างแท้จริง”ดังนี้

1.6.1 เอกสารที่เป็นงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง มีดังนี้

สมเกียรติ ไชยภูมิ ทำงานวิจัยเรื่องไทยแลนด์ 4.0 ตามแนวพระพุทธศาสนา” ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่เน้นวิธีวิจัยทางเอกสาร โดยศึกษาจากพระไตรปิฎก เอกสารที่เกี่ยวข้อง และผลงานของท่านผู้รู้ในทางพระพุทธศาสนา นำมาวิเคราะห์จัดระบบเป็นหมวดหมู่ แล้วสรุปผลวิจัยและนำเสนอในเชิงพรรณนา การค้นพบที่สรุปได้ คือ (1) หลักการสำคัญของประเทศไทย 4.0 ยังคงเน้นที่การแข่งขันเสรีซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยและสังคมโลก ขัดแย้งกับเป้าหมายหลักของตนเองที่ต้องการให้สังคมไทยมีความมั่นคงมั่งคั่งและยั่งยืนโดยอ้างการปฏิบัติตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (2) ธรรมนิยาม ในพระพุทธศาสนาเป็นกฎธรรมชาติที่เหนือกฎทั้งปวงไม่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาจำแนกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ ความสมดุล ความเป็นวัฏฏะ และความเกื้อกูลกัน เป็นธรรมที่สอดคล้องกับหลักธรรมที่ใช้ในการบริหารจัดการประเทศทั้งหมด แต่แย้งกับระบบการแข่งขันเสรีที่เป็นหลักการสำคัญของสังคมบริโภคนิยม (3) ประเทศไทย 4.0 ไม่สามารถทำให้สังคมไทยบรรลุเป้าหมายสำคัญ คือ มั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน ได้ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนหลักการให้สอดคล้องกับกฎธรรมชาติ ซึ่งสามารถทำได้โดยการปฏิบัติตามทฤษฎีสามสมดุลที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง[8]

ทิบดี ทัฬหกรณ์ และธีระวัฒน์ จันทึก ได้ทำวิจัยเรื่อง การสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในยุคไทยแลนด์ 4.0มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาถึงโลกของธุรกิจที่เต็มไปด้วยการแข่งขันที่สูงในปัจจุบัน อุตสาหกรรมของประเทศไทย ซึ่งมักอยู่ในรูปแบบการผลิตสินค้าแบบเน้นปริมาณ (Mass Production) ไม่สามารถขับเคลื่อนพัฒนาต่อยอด หรือทัดเทียมกับนานาประเทศที่พัฒนาแล้วได้ กล่าวคือ อุตสาหกรรมของประเทศไทยไม่ได้เป็นทั้ง อุตสาหกรรมการผลิตสินค้าต้นทุนต่ำ หรืออยู่ในกรอบเชิงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นวัตกรรมและความคิด สร้างสรรค์เท่าที่ควร ดังนั้นเพื่อการเสริมสร้างอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจในประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น แนวคิดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในยุคไทยแลนด์ 4.0 จึงถูกสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม (Small and Medium-sized Enterprises: SMEs) ที่เป็นเสาหลักค้ำจุนเศรษฐกิจภายในประเทศ ผู้ประกอบการในภาคส่วนนี้จำเป็นต้องได้รับการเรียนรู้ เสริมสร้างทักษะการจัดการบริหาร การวางแผน หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างสร้างสรรค์ โดยมีภาครัฐทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานความช่วยเหลือ สนับสนุน ผู้ประกอบการในด้านการจัดหาเงินทุน

การยืดหยุ่นกฎหมายหรือเอื้อเฟื้อสิทธิประโยชน์ด้านธุรกิจ การหาช่องทางทางการตลาด การจัดหาผู้เชี่ยวชาญหรือที่ปรึกษาในด้านต่างๆพร้อมทั้งเชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้า ด้วยกันเป็นเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่ซึ่งแบบจ่าลองขั้นตอนการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในยุคไทย แลนด์ 4.0 มีดังต่อไปนี้ 1) ผู้ประกอบการรุ่นใหม่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 2) ผู้ประกอบการ รุ่นใหม่ได้รับการส่งเสริมความรู้ด้านการตั้งต้นและการท่าแผนธุรกิจ 3) ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้รับการส่งเสริม ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างตราสินค้าและการท่าการตลาดอย่างสร้างสรรค์ 4) ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ได้รับการส่งเสริมด้านช่องทางการตลาดในประเทศ และ 5) ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้รับการผลักดันในการส่ง ผลิตภัณฑ์สู่ตลาดต่างประเทศ[9]

พาสนา จุลรัตน์ ทำวิจัยเรื่อง “การจัดการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนในยุคThailand 4.0” สาระสำคัญเกี่ยวกับปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 ซึ่งขับเคลื่อนประเทศด้วยเทคโนโลยี ความคิด สร้างสรรค์ และนวัตกรรมไปสู่ความ มั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนเน้นภาคการผลิตไปสู่ภาคบริการมากขึ้น และประชากรมีรายได้สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยจะต้องมีการสร้างนวัตกรรมเป็นของตนเอง ดังนั้น การศึกษาจึงต้องเร่งดำเนินการปฏิรูปการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน เพื่อก้าวเข้าสู่ การศึกษา 4.0อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยเช่นกันการศึกษาในยุค Thailand 4.0 ไม่ใช่เป็นเพียงการให้ความรู้กับคนหรือผู้เรียนเท่านั้น แต่เป็นการเตรียมมนุษย์ให้เป็นมนุษย์ กล่าวคือ ในการเรียนรู้ใด ๆ ก็ตาม นอกจากความรู้ที่ผู้เรียนจะได้รับแล้ว ผู้เรียนจะต้อง ได้รับการพัฒนาทักษะที่สำคัญในการดำเนินชีวิตไปด้วย และการจะก้าวเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา นอกจากการปรับปรุงเรื่องของหลักสูตรตำรา และบทบาทของครูผู้สอนแล้ว เราก็ควร จะต้องส่งเสริมทักษะแห่งอนาคตให้กับผู้เรียนด้วย เพราะเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการรับมือกับการ เปลี่ยนแปลงของโลกและสังคมในอนาคต

ซึ่งทักษะที่สำคัญเหล่านี้ ได้แก่ ทักษะการคิดเชิงบริหาร ทักษะการใช้ Internet ทักษะการคิดวิเคราะห์ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณทักษะการแก้ปัญหาทักษะความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลทักษะด้านภาษาอังกฤษ ทักษะด้านคณิตศาสตร์ และทักษะด้านจิต สาธารณะ เป็นต้น ในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะดังกล่าว นอกจากกลวิธีและกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ แล้ว ครูผู้สอนควรนำแนวทางของ STEM Education, Active Learning และ Problem Based Learning มา ใช้ในการจัดการเรียนรู้ด้วยเช่นกัน เพื่อหล่อหลอมให้ผู้เรียนเกิด ทักษะด้านต่าง ๆ ที่คงอยู่และมีพัฒนาการ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องที่สามารถนำไปเป็นฐานในการสร้างผลผลิตหรือนวัตกรรม (Innovation) ได้ในอนาคต[10]

สุวัฒน์ ศักดิ์สมฤทธิ์ และจักรพงษ์ เพิ่มเมตตา ได้ทำวิจัยเรื่อง “ความสัมพันธ์ของการจัดการความรู้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสมรรถนะของพนักงาน บมจ. วิริยะประกันภัยในยุคไทยแลนด์ 4.0” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการความรู้ในปัจจุบัน และความสัมพันธ์ของการจัดการความรู้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสมรรถนะของพนักงาน บมจ.วิริยะประกันภัยในยุคไทยแลนด์ 4.0 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสอบถามแบบที่มีโครงสร้างเป็นเครื่องมือมีผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ 3 ท่านพบว่ามีความสอดคล้องและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และบุคลากรที่เกี่ยวข้องของบริษัทดังกล่าวจำนวน 25 คน ใช้การสรุปวิเคราะห์และอธิบายผลเชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่า การจัดการความรู้ในปัจจุบันพนักงานส่วนใหญ่มีความตื่นตัวและพัฒนาตนเองอยู่เสมอ แต่มีข้อจำกัดในด้านเหตุผล ปัจจัยส่วนบุคคลแตกต่างกัน และความสัมพันธ์ของการจัดการความรู้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสมรรถนะของพนักงานของบริษัทดังกล่าวนี้ มีความจำเป็นที่ต้องพัฒนาบริษัทอยู่เสมอเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและการยืนหยัดในธุรกิจประกันภัยจำเป็นต้องมีการปรับตัวในด้านความสัมพันธ์ของการจัดการความรู้กับเทคโนโลยีสารสนเทศ[11]

ธนวิทธิ์ กลับน่วม และศรุดา สมพอง ได้ทำวิจัยเรื่อง “การยกระดับการให้บริการสาธารณะในการออกโฉนดที่ดินด้วยดาวเทียมยุคไทยแลนด์ 4.0” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) การยกระดับการให้บริการสาธารณะในการออกโฉนดที่ดินด้วยดาวเทียม (2) ปัญหาอุปสรรคของกรมที่ดินในการใช้ดาวเทียมเพื่อออกโฉนดที่ดิน และ (3) แนวทางในการกำหนดยุทธศาสตร์การใช้ดาวเทียมเพื่อออกโฉนดที่ดินมุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0 ผลการวิจัย พบว่า (1) การรังวัดที่ดินด้วยดาวเทียมมีความถูกต้องสูง ทำให้ทราบแนวเขตที่ดินรัฐ และเอกชนชัดเจน (2) ลดข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชน เอกชนกับรัฐ และรัฐกับรัฐในปัญหาการรังวัดที่ดิน (3) เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการถือครองที่ดินเพราะการรังวัดที่ดินทุกครั้งจะมีค่าเท่าเดิม (4) ช่างรังวัดของกรมที่ดินทั่วประเทศมีความมั่นใจในการทำงาน เพราะมีค่าพิกัดภูมิศาสตร์กำกับ (5) การใช้ดาวเทียมออกโฉนดที่ดินนำไปสู่การแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดิน ข้อเสนอแนะ (1) การจัดทำแผนที่ให้เป็นมาตรฐานสากล กรมที่ดินต้องทำบนพื้นฐาน WGS 84 (2) กรมที่ดินควรยกเลิกใบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เพราะสามารถออกโฉนดในที่อุทยานแหง่ชาติ ป่าสงวนแห่งชาติ เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า และเขตป่าไม้ถาวรได้ (3) ที่ดินที่รังวัดด้วยระบบดาวเทียมแล้วครั้งต่อไปไม่ต้องแจ้งเจ้าของที่ดินข้างเคียงมาชี้แนวเขต เพราะมีค่าพิกัดกำกับแล้ว (4) กรมที่ดินควรยกเลิกพระราชบัญญัติ ข้อกฎหมาย ระเบียบที่ล้าสมัย เพื่อไม่ให้เกิดข้อขัดแย้งกันอีกต่อไป[12]

กมลภู สันทะจักร์ และกนกศักดิ์ สุขวัฒนาสินิทธิ์ ได้ทำวิจัยเรื่อง “คุณลักษณะนักบัญชีที่พึงประสงค์ในยุคไทยแลนด์ 4.0 ของหน่วยงานราชการในประเทศไทย” งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นและคุณลักษณะของนักบัญชีที่พึงประสงค์ในยุคไทยแลนด์ 4.0 ของหน่วยงานราชการในประเทศไทย โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวน 376 ชุด การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม ผู้วิจัยได้นำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า หัวหน้าฝ่ายการเงินและบัญชีที่มีอายุ, ระดับการศึกษา, ประสบการณ์ทำงาน และสังกัดแตกต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณลักษณะนักบัญชีในยุคไทยแลนด์ 4.0 ด้านความรู้ทางวิชาชีพ ด้านทักษะทางวิชาชีพบัญชี ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านภาษาอังกฤษ ด้านจรรยาบรรณวิชาชีพ ด้านกฎหมายที่ เกี่ยวข้องกับบัญชี และด้านการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาไม่แตกต่างกัน เนื่องจากหน่วยงานราชการในประเทศไทย มีการกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการคัดสรรที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกกระทรวง โดยปฏิบัติตามคู่มือการสรรหาและเลือกสรรเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการ การอนุมัติคัดเลือกจากบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน การแสดงความคิดเห็นของหัวหน้าฝ่ายการเงินและบัญชีของหน่วยงานราชการในประเทศไทย เกี่ยวกับคุณลักษณะนักบัญชีที่พึงประสงค์ในยุคไทยแลนด์ 4.0 ของหน่วยงานราชการจึงไม่แตกต่างกัน[13]

ศศิพินต์ สุขบุญพันธ์ และคณะ ได้ทำงานวิจัยเรื่อง “ทิศทางการผลิตบัณฑิตการศึกษาพิเศษคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ในยุคประเทศไทย 4.0” งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาพิเศษ และ 2) ศึกษาแนวทางในการผลิตบัณฑิตทางการศึกษาพิเศษในอนาคต ดำเนินการวิจัยด้วยการ สนทนากลุ่ม (Focus Group) โดยใช้แบบสัมภาษณ์ มีผู้เข้าร่วมจำนวนทั้งสิ้น 25 คน โดยแบ่งกลุ่มผู้ให้ข้อมูลเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ใช้บัณฑิตการศึกษาพิเศษจำนวน 9 คน กลุ่มบัณฑิตการศึกษาพิเศษ จำนวน 8 คน และกลุ่มหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวน 8 คน ได้มาจากการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) หลักสูตรการศึกษาพิเศษมีจุดแข็งในเรื่องเป็นศาสตร์เฉพาะในการให้ความช่วยเหลือผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษและผู้ปกครองบัณฑิตการศึกษาพิเศษมีบุคลิกภาพ และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีความเข้าใจบุคคลอื่น จุดที่ควรพัฒนา คือ ควรเพิ่มการฝึกปฏิบัติให้มากขึ้น มีรายวิชาสำหรับพัฒนาเด็กที่มีความต้องการพิเศษในเรื่องการสอนเด็กในชั้นเรียนร่วม บัณฑิตการศึกษาพิเศษเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานสามารถประกอบอาชีพอยู่นอกเหนืออาชีพครูในระบบราชการ โดยประกอบอาชีพอิสระหรือหน่วยงานเอกชนได้ 2) แนวทางในการผลิตบัณฑิตทางการศึกษาพิเศษในอนาคต ประกอบด้วยด้านหลักสูตรที่สอดคล้องกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และไทยแลนด์ 4.0 และทักษะภาษาอังกฤษ ด้านการจ้างงานควรมีการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือ MOU (Memorandum of Understanding) รวมถึงการฝึกงาน และการรับบัณฑิตเข้าทำงาน ด้านการผลิตเอกคู่ควรเชิญผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ให้ข้อมูลและระบุความต้องการ และควรพัฒนารายวิชาที่มีการบูรณาการศาสตร์ของเอกคู่เข้าด้วยกัน เพื่อเป็นจุดเด่นของการผลิต และสะท้อนถึงคุณภาพของการพัฒนาหลักสูตร[14]

วรารัตน์ สานนท์ และคณะ ได้ทำวิจัยเรื่อง “แนวทางการพัฒนาอาหารท้องถิ่นที่เป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดนครปฐมในยุคประเทศไทย 4.0” การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้หน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญเพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาและพัฒนาอาหารท้องถิ่นที่เป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดนครปฐม ทั้งในการอนุรักษ์และส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาศักยภาพถึงขีดสูงสุด โดยอาหารท้องถิ่นที่สร้างชื่อเสียงและส่งเสริมเศรษฐกิจของจังหวัดนครปฐมที่สำคัญ ได้แก่ ส้มโอ มะพร้าวน้ำหอม ข้าวหลาม อาหารโต๊ะจีน และอาหารท้องถิ่นที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวบางพื้นที่ในจังหวัดนครปฐม โดยอาหารดังกล่าวล้วนสะท้อนมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาวจังหวัด นครปฐมและได้รับการพัฒนาเรื่อยมาจากอดีตถึงปัจจุบัน แต่ในปัจจุบันกลับพบว่ากำลังประสบปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรมาเป็นสังคมเมือง การผสมผสานของวัฒนธรรมการกินและวัฒนธรรมการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยแลนด์ 4.0 ดังนั้น การวิจัยนี้จึงเป็นการรวบรวมและประมวลหาแนวทางในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์จากข้อมูลงาน วิชาการและงานวิจัยที่มีความน่าเชื่อถือเพื่อยกระดับการอนุรักษ์และส่งเสริมพัฒนาให้อาหารท้องถิ่นที่เป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดนครปฐมดำรงอยู่อย่างมีคุณค่าและเกิดการพัฒนาที่เหมาะสมสอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป[15]

นงณภัทร รุ่งเนย ทำวิจัยเรื่อง “การวางแผนชีวิตวิชาชีพ : กลยุทธ์สู่ความสำเร็จในยุคไทยแลนด์ 4.0 สำหรับพยาบาล” มีสาระเกี่ยวกับประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งระบบเศรษฐกิจ ระบบสุขภาพ สังคมและการเรียนรู้ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการและวิชาชีพนับเป็นประเด็นสำคัญมาก การวางแผนชีวิตวิชาชีพอย่างเป็นระบบเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้พยาบาลวิชาชีพมีสมรรถนะเชิงวิชาชีพ สามารถตอบสนองความต้องการของสังคมและระบบสุขภาพ และประสบความสำเร็จในการประกอบวิชาชีพเพิ่มขึ้น กลยุทธ์สู่ความสำเร็จสำหรับการวางแผนชีวิตวิชาชีพ ในยุคไทยแลนด์ 4.0 ประกอบด้วย (1) การศึกษาสภาพแวดล้อม (2) การประเมินตนเอง (3) การกำหนดภาพอนาคต (4) การวางแผนสำหรับอนาคต (5) การทำการตลาดของตนเอง และ (6) การนำแผนไปสู่การปฏิบัติและการประเมินผล[16]

1.6.2 เอกสารที่เป็นบทความและหนังสือทั่วไปที่เกี่ยวข้อง มีดังนี้

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้เขียนหนังสือที่เกี่ยวกับงานวิจัยนี้ มีดังนี้

1) วิสัยธรรมเพื่อเบิกนำวิสัยทัศน์ มีสาระสำคัญเกี่ยวกับว่า ปัจจุบันนี้ คนที่เรียกตัวว่าเป็นชาวพุทธโดยมากเหมือนเป็นคนไม่มีหลักราวกะถือลัทธิว่า ชาวพุทธเป็นคนอิสรเสรี จะเชื่อถือหรือประพฤติตัวอย่างไรก็ได้ แท้จริงนั้นการที่จะเป็นอะไรหรือเรียกชื่อว่าอย่างไร ก็ต้องมีหลักเกณฑ์สำหรับเป็นเครื่องกำหนด หรือเป็นมาตรฐานดังในหมูพุทธบริษัทเอง พระภิกษุสงฆ์ก็มีพระธรรมวินัยเป็นมาตรฐาน เริ่มแต่มีศีลเป็นเครื่องกำกับความเป็นอยู่ภายนอก สวนในฝ่ายคฤหัสถ์ อุบาสกอุบาสิกาก็มีคุณสมบัติและข้อปฏิบัติที่เป็นเครื่องกำหนดเช่นเดียวกัน แต่คงจะเป็นเพราะความเปลี่ยนแปลงในสังคม ทำให้วิถีชีวิตของชาวพุทธผันแปรไปห่างเหินจากหลักพระศาสนา จนเหมือนว่า ไมรูจักตัวเอง โดยปรารภสภาพเสื่อมโทรมเช่นนั้น จึงไดรวบรวมข้อธรรมที่เป็นหลักในการดำเนินชีวิต สำหรับพุทธศาสนิกชนทั่วไปขึ้นมา เรียกว่า คูมือดำเนินชีวิตซึ่งต่อมาไดเปลี่ยนเป็นชื่อปัจจุบันว่า ธรรมนูญชีวิต อย่างไรก็ตามหลักธรรมในธรรมนูญชีวิตนั้นยังมีมากหลากหลาย ต่อมาจึงไดยกเฉพาะส่วนที่เป็นแบบแผนของชีวิต คือ คิหิวินัยออกมาย้ำเน้นโดยเริ่มฝากแก่นวกภิกษุในคราวลาสิกขา เพื่อให้ช่วยกันนำไปปฏิบัติเป็นหลัก และเผยแพรแนะนำผู้อื่นตั้งแต่ครอบครัวเป็นต้นไป ในการที่จะสร้างสรรค์สังคมชาวพุทธไทยให้เจริญงอกงามมีสันติสุขสืบไป จากนั้นก็ไดเรียบเรียงหลัก คิหิวินัยนี้ พิมพ์รวมไว้เป็นส่วนต้นของธรรมนูญชีวิต ตั้งชื่อว่า “มาตรฐานชีวิตของชาวพุทธ”[17]

2) การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) มีสาระสำคัญเกี่ยวกับ  เรื่องการพัฒนาที่เราก็รู้กันอยู่แล้วว่า ประเทศอุตสาหกรรมเป็นผู้นำ และในบรรดาประเทศเหล่านั้น ประเทศที่มีความเจริญทางด้านวัตถุพรั่งพร้อมอย่างเห็นชัด โดยเฉพาะที่ประเทศไทยเราตามอยางอยูมาก หรือเอาเป็นแบบอย่างมาก ก็คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศสหรัฐอเมริกาพรอมทั้งประเทศทั้งหลายที่ได้พัฒนาแล้วนี้ เมื่อพัฒนากันไป ๆ ก็มาถึงจุดหนึ่งที่ไดประสบปัญหาที่พูดไปแล้วข้างต้น คือ ปัญหาสังคมและปัญหาทางด้านจิตใจโผล่มากขึ้น ๆ จึงปัญหาที่นำมาสู การเกิดขึ้นของการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) ในเรื่องการพัฒนานี้ เราก็รู้กันอยู่แล้วว่า ประเทศ อุตสาหกรรมเป็นผู้นำ และในบรรดาประเทศเหล่านั้น ประเทศที่มีความเจริญทางด้านวัตถุพรั่งพร้อมอย่างเห็นชัด โดยเฉพาะที่ประเทศไทยเราตามอย่างอยูมาก หรือเอาเป็นแบบอย่างมาก ก็คือประเทศสหรัฐอเมริกา พรอมทั้งประเทศทั้งหลายที่ได้พัฒนาแล้วนี้ เมื่อพัฒนากันไป ๆ ก็มาถึงจุดหนึ่งที่ไดประสบปัญหาที่พูดไปแล้วข้างต้น คือ ปัญหาสังคมและปัญหาทางด้านจิตใจโผล่มากขึ้น ๆ ในประเทศอเมริกานี้ ปัญหาสังคมไมไดลดลงเลยกลับมีแต่มากขึ้นทั้งเรื่องของความเสื่อมทางศีลธรรม

ปัญหาเยาวชน เรื่องอบายมุข ปัญหาการติดสิ่งเสพติด ปัญหาความรุนแรง และอาชญากรรม การแบ่งแยกเชื้อชาติแบ่งผิว ปัญหาเหล่านี้ระบาดไปในประเทศต่าง ๆ จนทั่วโลก ประเทศอเมริกาเองในปัจจุบันก็ย่ำแย่ทางเศรษฐกิจด้วย มีปัญหาเรื่องความยากจน และการไมมีงานทำ สวนในหลายประเทศก็มีช่องว่างระหว่างคนมีกับคนจนห่างกันมาก และปัญหาทั่วไปขณะนี้ ก็คือ การก่อการร้าย การขัดแย้งระหว่างกลุ่ม ระหว่างชาติศาสนา ระหว่างผิวพรรณ ระหว่างประเทศ มีการทำสงคราม แม้วาสงครามในระดับนิวเคลียร์ตอนนี้คนจะกลัวน้อยลง แต่ก็มีสงครามย่อยในประเทศต่าง ๆ มากมาย  อันนี้เป็นปัญหาสังคมที่มีมากในยุคที่เป็นมา คือ ในยุคอุตสาหกรรมที่พัฒนาแลว  เมื่อมองแคบเข้ามา ก็เจอกับปัญหาของชีวิตของมนุษย์ โดยเฉพาะปัญหาในด้านจิตใจ ประเทศที่เจริญแล้วมีปัญหาจิตใจมาก คนทั้งหลายมีจิตใจเร่าร้อน มีความกระวนกระวาย มีความกลุ้มกังวล มีความเครียดสูง มีความเหงาความว้าเหวมากขึ้น แต่บุคคลโดดเดี่ยวยิ่งขึ้น มีความรูสึกแปลกแยก เป็นโรคจิตโรคประสาทมากขึ้น ฆ่าตัวตายมากขึ้น จิตใจเปราะบาง ชีวิตไมมีความหมายนี้ก็ด้านหนึ่ง หันมาดูทางด้านกายซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งของชีวิต แม้ว่าจะมีการพัฒนามากขึ้น

เรามีความสามารถในการบำบัดรักษา กำจัดโรคระบาดต่าง ๆ ไปไดมากมาย แต่ก็มีโรคใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาที่ร้ายแรงซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดปัญหาแก่มนุษย์เป็นอย่างมาก โรคแปลก ๆ เหล่านั้นเกิดจากการใช้ชีวิตผิดธรรมชาติบ้าง เป็นโรคที่เกิดจากจิตใจที่มีความทุกข์บ้าง เกิดจากธรรมชาติแวดล้อมเสีย เช่น สารเคมีที่ปะปนในสิ่งแวดล้อมและในอาหารที่กินเข้าไปบ้าง จากความวิปริตทางสังคมหรือศีลธรรมวัฒนธรรมบ้าง มีทั้งโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง ตลอดกระทั่งมะเร็ง ตับอักเสบ โรคแพอากาศ จนถึงโรคเอดส์ แล้วยังมีการฟื้นขึ้นมาของโรคที่เคยหายไปแลว หรือแทบจะไมมีแลว ก็กลับฟื้นขึ้นมาอีก โรคอหิวาต์กลับมาอีก และที่ร้ายมากกำลังกลับมา ก็คือ วัณโรค ซึ่งกลับไปเกิดในอเมริกาเสียด้วย เวลานี้อเมริกาหวั่นวิตกปัญหาวัณโรคที่กลับมาฟื้นตัวขึ้นอีก[18]

พระศรีคัมภีรญาณ (สมจินต์ วันจันทร์) ได้เขียนหนังสือเรื่อง จริยศาสตร์ในคัมภีร์พระพุทธศาสนามีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจสถานการณ์และแนวคิดเกี่ยวกับประเด็นปัญหาทางจริยธรรมซึ่งปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา ศึกษาพุทธธรรมที่มีเนื้อหาเชิงจริยศาสตร์ที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา ศึกษาเกณฑ์ตักสินทางจริยธรรมตามกรอบแห่งพุทธจริยศาสตร์ และศึกษาเป้าหมายแห่งพุทธจริยศาสตร์ โดยวิธีการรวบรวมข้อมูลจากคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท วิเคราะห์และจัดระบบข้อมูล แล้วทำให้ทราบผลการศึกษาโดยย่อ ประกอยด้วยเนื้อหาในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเป็นประเด็นทางจริยธรรมแทบทั้งสิ้น ในยุคต้นที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดสัตว์โลก พระองค์ยังไม่ได้บัญญัติศีลสิกขาบทเป็นข้อ ๆ แยกเป็นส่วนหนึ่งต่างหากเหมือนอย่างที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน พระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์จึงมีสาระทั้งที่เป็นศีลและธรรมรวมอยู่ด้วยกัน ดังเช่นเนื้อหาของโอวาทปาติโมกข์ อีกอย่างหนึ่งสิ่งที่เรียกว่าความดีในสมัยนั้น ก็คือ การละชั่วทำดีตามกรอบของจูฬศีล มัชฌิมศีล และมหาศีล ต่อมาพระพุทธเจ้าทรงสร้างบทบัญญัติที่เรียกว่า “ปาติโมกข์” ขึ้นมาเป็นแนวปฏิบัติสำหรับภิกษุและภิกษุณี

ทรงจัดระบบศีลที่มีอยู่เดิมแล้วสร้างบทบัญญัติที่เรียกว่า “เบญจศีล” ขึ้น สำหรับคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน จดระบบเป็นอุโบสถศีลสำหรับคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนแต่จะถือปฏิบัติเคร่งครัดขึ้นมาอีก และจัดระบบทศศีลสำหรับสามเณร โดยมีสาระของจูฬศีล มัชฌิมศีล และมหาศีลเป็นฐาน อย่างไรก็ตามหลักพุทธจริยศาสตร์มีเนื้อหาส่วนที่เป็นศีลและส่วนที่เป็นธรรมรวมกันอยู่ ไม่สามารถแยกออกจากกันได้อย่างชัดเจนว่าเนื้อหาส่วนไหนเป็นศีลส่วนไหนเป็นธรรม จึงพอสรุปได้ในชั้นนี้ว่า พุทธจริยศาสตร์มีทั้งส่วนที่เป็นคุณธรรมและจริยธรรม เช่น ข้อธรรมในกุศลกรรมบถ 10 ข้อธรรมในทศบารมี ข้อธรรมในมงคล 38 ประการ หลักการของพุทธจริยศาสตร์ทั้งหมดเป็นชื่อเรียกคุณสมบัติภายในจิตด้วยเป็นแนวปฏิบัติ (ข้อธรรม) อันเป็นการแสดงออกถึงคุณสมบัติภายในจิตนั้นด้วย เป็นจริยธรรม (ศีลสิกขาบท) สำหรับถือปฏิบัติเพื่อละชั่วทำดีด้วย[19]

ประเวศ วะสี, บรรณาธิการหนังสือ ชื่อ “ธรรมชาติของสรรพสิ่ง: การเข้าถึงความจริงทั้งหมด” สาระสำคัญ คือ คนทุกคนมีศักดิ์ศรีและคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ มนุษย์มีศักยภาพสูงสุดในการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้ที่ดีต้องประกอบด้วยอิสรภาพ หลุดจากความครอบงำที่ทำให้ไม่สามารถสัมผัสความจริง การสัมผัสความจริงเป็นฐานให้เกิดปัญญา ทุกวันนี้มนุษย์ถูกกักขังไม่ให้สัมผัสความจริงด้วยเครื่องกีดขวางต่างๆ เช่น โดยวิถีชีวิต โดยสถาบันการศึกษา โดยความเชื่อหลงผิดตามๆ กันมา ทุกคนควรพิจารณาไตร่ตรองเครื่องกีดขวางเหล่านี้และปลดปล่อยตัวเองไปสู่ความเป็นไท เพื่อจักมีความเป็นอิสระในการสัมผัสความจริงและในการคิด อิสรภาพในการสัมผัสความจริงและในการคิดจะเป็นรากฐานทางปัญญา ความรู้อย่างเดียวไม่พอ มนุษย์ควรมีปัญญา คือเข้าถึงความจริงทั้งหมดว่า สรรพสิ่งทั้งหลาย รวมทั้งตัวเราเองด้วยมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ปลดปล่อยตัวเองจากการถูกขังในความคับแคบของตัวเอง ไปสู่ธรรมชาติของความจริงอันไม่มีขอบเขต การบรรลุความจริงในความเป็นทั้งหมด จะทำให้บรรลุความงาม บรรลุมิตรภาพอันไพศาล บรรลุอิสรภาพและความสุขอันประณีต อันเป็นไปเพื่อชีวิตที่เจริญ และการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ ในเล่มมีเนื้อหา 5 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 การเข้าถึงความจริงทั้งหมด ตอนที่ 2 จิต-จิตวิญญาณ ตอนที่ 3 โลกทางภายนอก ตอนที่ 4 โลกทางชีวภาพและสังคม และตอนที่ 5 บูรณาการ[20]

กุนนาร์ รุนด์เกรน กุนนาร์ รุนด์เกรน (Gunnar Rundgren) นักธรรมชาติวิทยาผู้บุกเบิกแวดวงเกษตรอินทรีย์ในระดับสากล อดีตประธานเกษตรอินทรีย์นานาชาติ หรือ International Federation of Organic Agriculture Movements (IFOAM) เขียนหนังสือชื่อ “อุทยานแห่งผืนดิน: จากการล่าสัตว์และเก็บของป่า สู่ทุนนิยมโลกาภิวัตน์และโลกหลังจากนี้”จากประสบการณ์อันยาวนานในตลอดช่วงกว่าสามทศวรรษของเขา ทั้งในฐานะเกษตรกรที่ลงมือทำการเกษตรแบบอินทรีย์ด้วยตนเองและในบทบาทของนักคิดเชิงวิพากษ์ที่คงเส้นคงวากับประเด็นเรื่องเกษตรกรรม พาให้เขาเดินทางไปเห็นสภาพการณ์ด้านการเกษตรและการผลิตอาหารในที่ต่างๆ กว่าหนึ่งร้อยประเทศ ได้พบปะผู้คนในระดับต่างๆ ตั้งแต่ชาวนาเกษตรกร ผู้ประกอบการ จนถึงผู้นำประเทศ แต่ไม่ว่าจะไปในที่ใด สองเท้าของเขาก็ยังย่ำไปบนผืนดินและสองมือสัมผัสกับการทำสวนเสมอ เขายังคงใช้ชีวิตใคร่ครวญถึงคำถามอันเป็นสาระเพื่อการเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น และการตอบสนองความท้าทายแห่งยุคสมัยของเรา ทุนนิยมนั้นอยู่รอดได้ด้วยการพึ่งพาการเติบโตของสังคมและการหาประโยชน์จากธรรมชาติ แต่ขณะเดียวกันทุนนิยมก็บั่นทอนสิ่งเหล่านี้

และนี่คือวิกฤตที่แท้จริงของระบบทุนนิยม ทางออกของปัญหานี้คือเราจะต้องเปลี่ยนจากกลไกและการใช้เหตุผลแบบเดิมๆ ที่ผลักดันเรามาสู่จุดนี้ไปเป็นหนทางการคิดแบบใหม่ที่เหมาะสมกับสิ่งที่เรากำลังเป็นอยู่มากกว่า ให้ลองมองว่าโลกก็คืออุทยานที่เราต้องคอยดูแลเอาใจใส่ ต้องปฏิบัติต่อสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ อย่างให้เกียรติ ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม อนาคตของโลกหรือชะตากรรมของอุทยานแห่งนี้ขึ้นอยู่กับพวกเราทั้งหมด คำว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นคำสำคัญมาหลายปีแล้ว มันหมายความว่าการพัฒนาต่างๆ ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมควรมีความยั่งยืนและมั่นคง ประเด็นต่างๆ ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกัน แต่ทุกวันนี้เราก็ยังนำมันมาอภิปรายแยกเป็นเรื่องๆ อยู่ดี เชื่อว่าเราไม่อาจอภิปรายเรื่องภาวะโลกร้อนแยกจากเรื่องปัญหาความยากจน หรือการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนจากทรัพยากรธรรมชาติกับเรื่องระบบเศรษฐกิจ หรือปัญหาเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมแยกกับเรื่องการเชื่อมโยงกันระหว่างมนุษย์เรา คือ สังคมที่เราพัฒนาขึ้นมานี่เอง[21]

อี.เอฟ. ชูเมกเกอร์ เขียนหนังสือชื่อ “จิ๋วแต่แจ๋ว (Small is Beautiful) เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ” อี.เอฟ. ชูเมกเกอร์ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ปฏิเสธหนทางแห่งความเป็นนักวิชาการบนหอคอยงาช้าง เขามุ่งแสวงหาความรู้จากประสบการณ์ตรงความสนใจอันหลากหลาย ทำให้เขาปฏิเสธความเป็นเผด็จการทางสัจจะความรู้ของผู้ชำนาญการเฉพาะทาง เขาไม่เชื่อว่าความรู้ใดความรู้หนึ่งจะนำมนุษย์ไปสู่ความจำเริญได้ หากไม่พิจารณาถึงคุณค่าทางจิตวิญญาณร่วมด้วย ในหนังสือเล่มนี้ เขาชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องของทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ปัจจุบัน ว่าไม่อาจนำไปสู่สันติภาพและเสถียรภาพของสังคม ในการอยู่ร่วมอย่างผสานสอดคล้องกับโลกและมนุษย์ด้วยกันเอง อันเป็นเป้าหมายที่แท้จริงได้ อำนาจในการพิจารณาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่ตกอยู่ในมือของนักเศรษฐศาสตร์จำต้องถูกตรวจสอบอย่างถ่องแท้ ว่ามีปัจจัยในการพิจารณาครบถ้วนรอบด้านหรือไม่ มิใช่ละทิ้งคุณค่าความดีงาม ดังที่ปรากฏอยู่ในรูปของประชาธิปไตย ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ มาตรฐานการครองชีพ การตระหนักรู้ในตนเอง หรือเบียดเบียนทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและมนุษย์ร่วมโลกด้วยกัน ทั้งที่อยู่ต่างถิ่นต่างที่ และคนรุ่นหลังที่ยังมิได้ถือกำเนิด

เราจำต้องตระหนักว่า การพัฒนาทางเศรษฐกิจเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งของมนุษย์ในการพัฒนาสังคม ต้องมองเห็นว่าทิศทางของการพัฒนานั้นจะนำเราไปสู่สังคมแบบใดเขาได้ยกตัวอย่างคุณค่าที่อยู่ในศาสนา ในที่นี้คือ ศาสนาพุทธ ขึ้นมากล่าวถึงหนทางดำรงชีพอันชอบ เป็นทางสายกลาง เป็นสัมมาอาชีวะ ก่อตัวขึ้นมาเป็นระบบเศรษฐกิจที่ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อมและผู้อื่น คุณค่าทางจิตวิญญาณเช่นนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องสร้างขึ้น ด้วยการจัดระบบการศึกษาซึ่งปลูกฝังและระบบคุณค่าดีงามขึ้นมา มีจิตสำนึกในการบริโภคที่ก่อให้เกิดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และมุ่งการพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีในการแก้ปัญหา ทั้งนี้ต้องประกอบด้วยความเป็นมนุษย์ร่วมด้วยเสมอ จากประสบการณ์ในการเดินทางที่อินเดีย และการเป็นที่ปรึกษารัฐบาลอินเดีย เขาได้เสนอความคิดในการพัฒนาเทคโนโลยีขนาดกลาง ซึ่งมีต้นทุนต่ำและเหมาะสมกับสภาพปัญหาของประเทศยากจน ที่แตกต่างจากประเทศพัฒนาแล้ว เขากล่าวถึงการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมที่เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีขนาดกลาง ความคิดนี้แม้จะถูกปฏิเสธในทีแรกแต่ก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในภายหลังแม้ในการทำธุรกิจเขาก็เสนอแนวคิด

และมีส่วนร่วมในการก่อตั้งบริษัทที่มิได้มุ่งหวังผลกำไรเป็นตัวเงิน ซึ่งมีเป้าหมายสี่ประการ คือ (1) ทำธุรกิจโดยไม่ขาดทุน (2) มีการพัฒนาคุณภาพสินค้าเสมอ (3) ผู้ร่วมงานมีความสุขความพอใจในการทำงานมีการพัฒนาตนเอง และ (4) มีจิตสำนึกทางสังคมและการเมือง โดยมีกรอบในการปฏิบัติ คือ บริษัทมีขนาดกลาง มีตำแหน่งงานราว 350 คน เพื่อที่จะมองเห็นความคิดความสัมพันธ์ระหว่างกันได้ถ้วนทั่ว ความแตกต่างระหว่างเงินเดือนต่ำสุดและสูงสุดไม่ควรเกินอัตรา 1 ต่อ 7 โดยไม่ขึ้นกับอายุ เพศ งาน หรือประสบการณ์ คนงานไม่อาจถูกไล่ออกด้วยเหตุผลส่วนตัว และสามารถลาออกจากงานได้ตามกำหนดที่เหมาะสม มีคณะกรรมการเลือกตั้งผู้อำนวยการ และไม่ขายสินค้าให้กับผู้ที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับสงครามหรืออาวุธสงคราม เป็นต้น บริษัท Scott Bader Co. Ltd. ที่เขาร่วมก่อตั้งกับสก็อตต์ บาเดอร์ตั้งแต่ปีค.ศ.1920 ประสบผลสำเร็จอย่างสูง เป็นตัวอย่างยืนยันอันดีถึงการปรับประยุกต์แนวคิดการทำธุรกิจ ที่ตั้งอยู่บนปรัชญาพื้นฐานของชูเมกเกอร์ ที่ยืนยันว่า เราจำต้องเปลี่ยนทัศนะที่ว่า เงินตราหรือทุนเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งที่เขาเสนอไม่ได้เป็นเพียงความคิดเลื่อนลอย หากแต่เป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้

แม้ชูเมกเกอร์จะมิได้มีบทบาทเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ความคิดของเขาก็ดูเหมือนจะอยู่นอกกระแสหลัก แต่เขากลับมีบทบาทอย่างมาก ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจอังกฤษและเยอรมัน ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เขารับตำแหน่งเป็นที่ปรึกษารัฐบาลในหลายองค์กร ทั้งอังกฤษ เยอรมัน อินเดีย และพม่า เคยทำงานด้านธุรกิจการลงทุน แม้กระทั่งไปเป็นเกษตรกรอยู่พักหนึ่ง ประสบการณ์ที่ผสานเข้ากับอัจฉริยภาพ ในการพิเคราะห์ปัญหาอย่างรอบด้าน ได้ก่อตัวเป็นความคิด เรื่องการพัฒนาที่ไม่ละทิ้งความเป็นมนุษย์ และเทคโนโลยีที่เหมาะสม แม้ว่าเขาจะถึงแก่กรรมไปก่อนที่งานของเขาจะได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย แต่เวลาที่ผ่านไปกว่าสามสิบปี ความคิดในงานเขียนเล่มนี้ของเขายังมีคุณค่ายิ่ง ทรงพลังยิ่ง ไม่ถือว่าเป็นงานล้าหลัง นับเป็นงานร่วมสมัยที่น่าให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง[22]

โทมัส พิเก็ตตี เขียนหนังสือชื่อ “ทุนนิยมในศตวรรษที่ 21” เขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศส เมื่อยังหนุ่มเคยเป็นอาจารย์ที่ MIT อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวกลับพูดเองว่า ยิ่งสอนไป ยิ่งทำวิจัยไป ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเอง “เท้าไม่ติดพื้น” มากขึ้นเรื่อย ๆ อยู่แต่ในโลกของทฤษฎีและสูตร “ไม่สัมพันธ์กับโลกที่เราทุกคนอยู่กันจริง ๆ” เมื่อเกิดความหงุดหงิดเช่นนั้นขึ้นมา พิเก็ตตีจึงพยายามแสวงหาหนทางใหม่ โดยเดินทางกลับมาเป็นอาจารย์ที่ฝรั่งเศส และเริ่มต้นงานชั่วชีวิตที่เขาเห็นว่าเป็นหัวใจสำคัญของวิชาเศรษฐศาสตร์อย่างแท้จริง พิเก็ตตีศึกษาว่าเพราะอะไรคนเราจึงมีเงินไม่เท่ากัน ทำไมคนรวยจึงรวย ทำไมคนจนจึงจน และเงินจะกระจุกตัวอยู่ในมือคนกลุ่มน้อยลงทุกทีไปได้ถึงขนาดไหน ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น เราจะแก้ไขอะไรได้ไหม ทำให้สังคมนี้ดีขึ้น เป็นธรรมขึ้น ให้ทุกคนมีสิทธิมีโอกาสอย่างเท่าเทียมขึ้นในระดับหนึ่งได้ไหม เจตนาของพิเก็ตตีในการเขียนหนังสือเล่มนี้คือ เพื่อให้ “ข้อมูล” ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ กลไกอะไรหรือที่ทำให้คนรวยรวยขึ้นทุกที เขาเชื่อว่าถ้าหากคนหมู่มากมีข้อมูลที่ถูกต้อง เห็นภาพกว้าง เห็นความเป็นมาเป็นไปของสิ่งต่าง ๆ อย่างชัดเจน ก็จะเกิดการถกอภิปรายสาธารณะ ซึ่งอาจจะมีส่วนผลักดันให้อะไรๆ เปลี่ยนไปบ้าง

พิเก็ตตีไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้ด้วยการตั้งสูตรหรือทฤษฎี แต่ใช้วิธีรวบรวมข้อมูลร่วมกับทีมงานนักวิชาการเป็นเวลา 15 ปี โดยหนังสือเล่มนี้เป็นผลผลิตของการเก็บข้อมูลอันยาวนานแบบลงไปคลุกกันถึงลูกถึงคนจริง ๆ ข้อมูลที่รวบรวมมามีทั้งข้อมูลภาษี เงินเดือน รายได้ประชาชาติ ความมั่งคั่ง ผลตอบแทนรายปีของทุน ฯลฯ ทั้งหมดครอบคลุมเวลาสามศตวรรษ (ศตวรรษที่ 18-ต้นศตวรรษที่ 21) และมาจากกว่า 20 ประเทศ เมื่อหาข้อมูลเหล่านี้ได้แล้ว จึงได้ทำการสังเคราะห์ ค้นหาแบบแผนทางประวัติศาสตร์ หาภาพรวมที่แท้จริงว่า “มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” และ “ถ้ามันยังเป็นอย่างนี้ต่อไป อนาคตจะเป็นอย่างไร” ไม่เคยมีนักเศรษฐศาสตร์คนใดทำอะไรในระดับที่ใหญ่ขนาดนี้ ใช้ข้อมูลมากขนาดนี้ และทุ่มเทเวลาอย่างนี้มาก่อนเลย ถึงแม้จะใช้ข้อมูลฝั่งตะวันตกเป็นหลัก แต่พิเก็ตตีก็ค้นพบเรื่องบางอย่างที่เป็นสากลจริง ๆ และประยุกต์ใช้ได้ทั่วไป อีกประการหนึ่ง พิเก็ตตีมีเจตนารมย์จะเขียนหนังสือเล่มนี้ให้เข้าใจง่าย อ่านง่าย ให้คนที่ไม่มีพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์เลยก็อ่านได้ เขาถือว่าคนที่ไม่มีความรู้คือกลุ่มเป้าหมายด้วยซ้ำ เพราะเขาเชื่อว่าการที่ทำให้คนไม่รู้ได้รู้ได้เห็น คือ หนทางไปสู่การถกอภิปรายอย่างมีข้อมูลที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นรากฐานของประชาธิปไตย

การอ่านหนังสือเล่มนี้นอกจากจะช่วยให้เราเข้าใจเรื่องความเหลื่อมล้ำแล้ว ยังเป็นการเปิดโลกใหม่ เหมือนพาเราไปดูโลกที่เราอยู่ในมุมสูงขึ้น ให้เราเข้าใจเรื่องเงินเรื่องทองและความเป็นไปในโลกนี้มากขึ้น พูดอีกอย่างก็คือ พิเก็ตตีประสบความสำเร็จในการทำให้เศรษฐศาสตร์ไม่ใช่เพียงเรื่องทฤษฎีชั้นสูงเข้าใจยาก แต่เป็นเรื่องปากท้องรอบตัวเราจริง ๆ สาระในเล่มประกอบด้วย ภาคที่หนึ่ง : รายได้และทุน (1) รายได้และผลผลิต (2) การเติบโต : ภาพมายาและความจริง ภาคที่สอง : พลวัตอัตราส่วนทุน/รายได้ (3) การแปลงโฉมของทุน (4) จากยุโรปเก่าสู่โลกใหม่ (5) อัตราส่วนทุน/รายได้ในระยะยาว (6) สัดส่วนทุน-แรงงานในศตวรรษที่ 21 ภาคที่สาม : โครงสร้างของความเหลื่อมล้ำ (7) ความเหลื่อมล้ำกับการกระจุกตัว : ลักษณะเบื้องต้น (8) สองโลก (9) ความเหลื่อมล้ำในแง่รายได้จากแรงงาน (10) ความเหลื่อมล้ำในเงากรรมสิทธิ์ทุน (11) เมื่อความสามารถปะทะกับมรดกในระยะยาว (12) ความเหลื่อมล้ำด้านความมั่นคั่งระดับโลกในศตวรรษที่ 21 ภาคที่สี่ : การจัดระเบียบทุนในศตวรรษที่ 21 (13) รัฐสวัสดิการในศตวรรษที่ 21 (14) ทบทวนภาษีเงินได้ในอัตราก้าวหน้า (15) การเก็บภาษีทุนในระดับโลก (16) ประเด็นเรื่องหนี้สาธารณะ[23]

เดวิด บอร์นสตีน ได้เขียนหนังสือชื่อผู้ประกอบการสังคม : พลังความคิดใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงโลก” มีสาระสำคัญเกี่ยวกับผู้ประกอบการธุรกิจสร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม โดยเดวิด บอร์นสตีน ได้เขียนว่า ผู้ประกอบการสังคม คือ บุคคลที่มุ่งมั่นและมีความคิดสร้างสรรค์ เป็นผู้ตั้งข้อสงสัยต่อสถานภาพเดิม ใช้ประโยชน์จากโอกาสใหม่ ๆ ปฏิเสธที่จะยอมแพ้ และเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีกว่าเดิม หนังสือเล่มนี้บอกเล่าเรื่องราวที่ชวนสนใจของบุคคลพิเศษจากสหรัฐฯ ถึงบราซิล จากฮังการีถึงอินเดีย เดวิด บอร์นสตีนนำเสนอเรื่องราวของความเป็นเลิศจากภาคกิจการที่ไม่แสวงหากำไร เช่น เจ.บี.แชรมม์ ผู้ช่วยให้นักเรียนชั้นมัธยมปลายที่ยากจนหลายพันคนได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยในอเมริกา เวโรนิกา โคซา ผู้พัฒนาต้นแบบการดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์ที่บ้านในแอฟริกาใต้ ฟาบิโอ โฮซา ผู้ช่วยนำไฟฟ้าไปสู่ชาวชนบทห่างไกลในบราซิลหลายแสนคน และจาเวด อบิดี ผู้ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อให้รัฐบาลอินเดียตระหนักถึงปัญหาของผู้พิการ ผู้ประกอบการสังคม : พลังความคิดใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงโลก แสดงให้เห็นว่าเมื่อมีการตัดสินใจแน่วแน่ และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

คนเพียงคนเดียวก็สามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างน่าอัศจรรย์ หนังสือเล่มนี้จะเป็นทั้งเรื่องที่อ่านเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และคู่มืออันหาค่ามิได้ หนังสือนี้มีจุดมุ่งหมายมิใช่เพื่อสรรเสริญชายหรือหญิงจำนวนไม่กี่คน แต่เพื่อชี้ให้เห็นบทบาทของผู้ปฏิบัติงานประเภทหนึ่งซึ่งขัยเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมผู้ประกอบการสังคม ผู้ประกอบการสังคมก่อผลสะเทือนต่อสังคมอย่างล้ำลึก แต่กระนั้นหน้าที่ในการแก้ไขสิ่งผิดของพวกเขายังไม่เป็นที่เข้าใจเพียงพอ และได้รับการชื่นชมน้อยกว่าที่ควรถึงแม้ว่ามีบุคคลประเภทนี้ดำรงอยู่เสมอมา แต่ทุกวันนี้พวกเขาปรากฏตัวเพิ่มขึ้นด้วยสาเหตุนานาประการ ชื่อที่ใช้เรียก “ผู้ประกอบการสังคม” เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้ มหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐอเมริกาหลายแห่งมีหลักสูตรการประกอบการสังคม นักหนังสือพิมพ์ ผู้บริจาคเงินเพื่อการกุศล และนักพัฒนาเอ่ยอ้างถึงชื่อนี้บ่อย ๆ อย่างไรก็ตามความสนใจส่วนใหญ่เน้นไปที่วิธีปรับใช้ทักษะด้านธุรกิจและการจัดการเพื่อบรรลุเป้าหมายทางสังคม ตัวอย่างเช่น ทำอย่างไรองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรจะสามารถดำเนินกิจการที่แสวงหากำไรเพื่อสร้างรายได้ ในขณะที่ประเด็นนี้เป็นแนวโน้มสำคัญ แต่หนังสือเล่มนี้มองผู้ประกอบการสังคมในด้านที่แตกต่างออกไป

กล่าวคือ ในด้านที่เป็น “พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง” เป็นบุคคลที่มีความคิดใหม่ในการจัดการกับปัญหาสังคมที่สำคัญ ผู้ที่ไม่ยอมนิ่งเฉยในการดำเนินงานตามวิสัยทัศน์ของตน บุคคลที่ไม่ยอมรับคำว่า “ไม่” เป็นคำตอบ ผู้ที่ไม่ยอมล้มเลิกจนกว่าจะได้เผยแพร่ความคิดของตนใหเกว้างขวางที่สุดเท่าที่จะทำได้ ปีเตอร์ ดรักเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการได้ให้ความหมายของคำ “ผู้ประกอบการ” ว่าเป็นคำที่มาจากภาษาฝรั่งเศสแปลว่า “ผู้รับภาระ” เป็นคำที่ ฌอง บาตีเซย์ นักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศสริเริ่มใช้เมื่อสองศตวรรษที่ผ่านมาเพื่ออธิบายลักษณะของผู้ปฏิบัติงานด้านเศรษฐกิจประเภทหนึ่ง ซึ่งมิใช่พียงผู้ที่เริ่มทำธุรกิจแต่เป็นผู้ที่ “โยกย้ายทรัพยากรทางเศรษฐกิจออกจากบริเวณที่มีผลิตภาพต่ำกว่าไปสู่บริเวณที่มีผลิตภาพสูงกว่าและให้ผลผลิตมากกว่า” ส่วนโจเซฟ ชุมปีเตอร์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านความเติบโตแห่งศตวรรษที่ยี่สิบ อธิบายลักษณะของผู้ประกอบการว่าเป็น “การทำลายอย่างสร้างสรรค์” ที่มีความจำเป็นต่อความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่สำคัญ[24]

สเตฟาน ฮาร์ดิ้ง ได้เขียนหนังสือชื่อ“กาย่า โลกที่มีชีวิต: วิทยาศาสตร์และการหยั่งรู้”เป็นหนังสือที่เปลี่ยนภาษาทางวิทยาศาสตร์ที่เย็นชาให้กลายเป็นภาษาที่มีชีวิต เพื่อบอกเล่าถึงดาวเคราะห์ดวงนี้ว่ามีความรู้สึกนึกคิด ไม่ใช่ระบบกลไกที่แห้งแล้ง เฉื่อยชา เช่นการเล่าถึงปฏิกิริยาทางเคมีต่าง ๆ โดยเปรียบเทียบกับชีวิตมนุษย์ เพื่อให้เกิดมีบุคลิกภาพขึ้นในโลกของหิน อากาศ น้ำ และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ จากแง่มุมดังกล่าว หนังสือเล่มนี้จึงเป็นความพยายามร่วมสมัยที่จะค้นหา จิตวิญญาณแห่งผืนโลก (Anima Mundi) อีกครั้งหนึ่ง ผ่านศาสตร์แห่งกาย่า โดยผู้อ่านไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มนุษย์โชคดีที่มีอิสระมากกว่า และตอนนี้วิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดก็ได้ให้ข้อมูลกับเราแล้วว่า มนุษย์กำลังก่อให้เกิดวิกฤตด้านระบบนิเวศและสังคมในโลกนี้อย่างรุนแรงยิ่ง เราสามารถเลือกได้ว่า เราจะขังตัวเองอยู่ในจิตสำนึกที่คับแคบแบบภววิสัย ซึ่งมีส่วนต่อการเกิดวิกฤตต่างๆ นั้น หรือจะกระทำสิ่งต่างๆ ด้วยจิตสำนึกที่ลึกล้ำและเปิดกว้างกว่า ซึ่งจะทำให้เราสามารถสัมผัสถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของเราและกับทั้งหมดทั้งสิ้นของกาย่า และเข้าใจถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงวิถีของเราบนโลกใบนี้อย่างสิ้นเชิง

ด้วยการรับรู้เช่นนี้ เราจะตระหนักว่ากาย่าอยู่เหนือการควบคุมของเรา ไม่มีทางเลยที่เราจะเป็นเจ้านายหรือผู้คุมโลกนี้ และเราจะเข้าใจด้วยว่าสำหรับกาย่าแล้ว ชีวิตทุกชีวิตคือตัวแทนของความมีชีวิตจิตใจอันทรงคุณค่าและมีเอกลักษณ์ เราอหังการเกินไปที่คิดว่าเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึกนึกคิดชนิดเดียวที่อาศัยอยู่บนพื้นผิวอันเก่าแก่ของกาย่า และเมื่อเราค่อยๆพัฒนาสัมผัสรับรู้ต่อสิ่งที่มีชีวิตจิตใจรูปแบบอื่น ๆ อีกมากมายที่ไม่ใช่มนุษย์ แต่สำคัญเท่าเทียมกับมนุษย์ทุกอย่าง เราจะตระหนักว่าการดำรงอยู่ของเรานั้นเป็นหนี้บุญคุณต่อภูมิปัญญาอันซับซ้อนของดาวเคราะห์ดวงนี้ ที่สามารถดูแลจัดการโลกโดยที่เราไม่มีส่วนร่วมเลยตลอดช่วง 3,500 ล้านปีที่ผ่านมา[25]

มาติเยอ ริการ์ และตริน ซวน ตวน ได้เขียนหนังสือชื่อ “ควอนตัมกับดอกบัว” เป็นหนังสือในลักษณะบันทึกบทสนทนาระหว่างมาติเยอ ริการ์ นักบวชในพุทธศาสนา ตัวแทนฝ่ายจิตวิญญาณ และตริน ซวน ตวน นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ตัวแทนฝ่ายวิทยาศาสตร์ เนื้อหาว่าด้วยการแลกเปลี่ยนทัศนะที่วงการวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยกำลังให้ความสนใจ ตั้งแต่กำเนิดของเอกภพ ปรากฏการณ์ในระดับอนุภาค เรื่องของเวลา ทฤษฎีโกลาหล ทฤษฎีผุดบังเกิด ปัญญาประดิษฐ์ ไปจนถึงกระบวนทัศน์ในการมองโลก ความงาม ความจริง และการเข้าถึงความจริง ถือได้ว่าเป็นการแลกเปลี่ยนจากมุมมองของพุทธศาสนาสายทิเบตและวิทยาศาสตร์ที่มีสีสันและมีขอบเขตกว้างขวางทีเดียว จะว่าไปแล้ว หนังสือเล่มนี้ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในปีค.ศ.2004 และช่วงนั้นก็มีหนังสือประเภทวิทยาศาสตร์กับศาสนาหรือวิทยาศาสตร์กับจิตวิญญาณตีพิมพ์ออกมาแพร่หลายแล้วในตลาดหนังสืออเมริกาและยุโรป และที่โดดเด่นเห็นจะเป็นชุดหนังสือของสถาบันจิตและชีวิต (Mind & Life Institute) ซึ่งก่อตั้งโดยอดัม เองเกิล นักธุรกิจ และฟรานซิสโก วาเรลา นักวิทยาศาสตร์ด้านสมอง เริ่มตั้งแต่การสนทนาระหว่างนักวิทยาศาสตร์กับทะไล ลามะ ในปีค.ศ.1987

หนังสือทำนองนี้โดยมากจะเป็นการสนทนาระหว่างนักวิทยาศาสตร์กับทะไล ลามะ หรือไม่ก็เป็นหนังสือที่เขียนโดยนักวิทยาศาสตร์ที่สนใจและปฏิบัติภาวนาทางศาสนา แต่มีน้อยเล่มที่เป็นบทสนทนาระหว่างนักวิทยาศาสตร์และนักบวช เล่ม ควอนตัมกับดอกบัวเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น มาติเยอ ริการ์ เป็นนักชีววิทยาโมเลกุล เคยทำงานในสถาบันวิจัยที่มีชื่อเสียงร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกในกรุงปารีส ต่อมาหันเหชีวิตมาศึกษาพุทธธรรมและออกบวชเป็นพระภิกษุสายทิเบต ศึกษาธรรมะและเป็นล่ามแปลให้กับทะไล ลามะที่วัดเชเชน ใกล้เมืองกาฏมัณฑุ ในเนปาล หลวงพ่อมาติเยอเป็นที่รู้จักในแวดวงนักอ่านในเมืองไทยบ้างแล้ว จากหนังสือสองเล่ม คือ ภิกษุกับนักปรัชญาและความสุข: คู่มือพัฒนาทักษะชีวิตที่สำคัญที่สุดตริน ซวน ฮวน เกิดในครอบครัวชาวพุทธเวียดนาม เติบโตและทำงานสายวิทยาศาสตร์ เป็นนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ประจำอยู่ที่สถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย และเป็นผู้ชำนาญการและค้นคว้าเกี่ยวกับกำเนิดเอกภพ เขายังเป็นนักเขียนหนังสือวิทยาศาสตร์สำหรับคนทั่วไปที่ได้รับความนิยมและขายดีอีกหลายเล่ม ต้นฉบับเป็นภาษาฝรั่งเศส และได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ กว่ายี่สิบภาษา[26]

ภักดี รัตนมุขย์ ได้เขียนหนังสือเรื่อง“Thailand 4.0 ตอบโจทย์ประเทศไทย: มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก้าวข้ามกับดักประเทศไทย 3.0” เป็นหนังสือเกี่ยวกับ“ประเทศไทย 4.0”ที่แสดงรายละเอียดของประเทศไทยเราโดยผ่านยุคของ 1.0, 2.0 และ 3.0 มาโดยยุคแรก คือ เกษตรและหัตกรรมซึ่งถูกเรียกว่า ยุค 1.0  ต่อมาเป็นยุคอุตสาหกรรมเบาเรียกว่า 2.0 ถัดจากนั้นเป็นยุคอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อน เรียกว่า 3.0 และยุคอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงและนวัตกรรม เรียกว่า 4.0 และเราจะสามารถก้าวข้ามผ่านไปได้หรือไม่อย่างไร หนังสือเล่มนี้ได้ตอบโจทย์ทุกคำถามที่คนอยากรู้ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันของตนเอง หน่วยงาน องค์กร หรือสถานประกอบการของตนได้ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการ ผู้บริหารองค์กร เพื่อปรับตัวและรู้เท่าทันแผนยุทธศาสตร์ชาติต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต 20 ปีข้างหน้า ที่หน่วยงานบริษัทเอกชนต่าง ๆ สามารถนำข้อมูลเกี่ยวกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในยุค 4.0 ไปใช้ในชีวิตประจำวันและการทำงานในอนาคตต่อไปได้ มีเนื้อหา 6 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 โมเดลประเทศไทย ตอนที่ 2 ห้าวาระในการขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 ตอนที่ 3 ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตอนที่ 4 การปฏิรูปประเทศไทย ตอนที่ 5 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (2560-2564) และตอนที่ 6 แผนการศึกษาชาติ ฉบับที่ 12 (2560-2564)[27]

สรุปว่า จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังกล่าว มีผู้ทำวิจัยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับที่สำคัญ คือ งานวิจัยเรื่อง “ประเทศไทย 4.0 ตามแนวพระพุทธศาสนา” ที่ชี้ให้เห็นจุดบกพร่องที่สำคัญของแผนพัฒนา “ประเทศไทย 4.0” ตั้งอยู่บนพื้นฐานการพัฒนาของวิทยาศาสตร์แบบกลไกของเดส์คาตส์และนิวตัน มีลักษณะเป็นแบบเส้นตรง (Linear) และมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อการพิชิตธรรมชาติและใช้ประโยชน์จากธรรมชาติอย่างไร้ขีดจำกัด ก่อให้เกิดปัญหามลพิษต่อสภาพแวดล้อมตามอย่างมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะโลกร้อน งานวิจัยดังกล่าวยังได้เสนอทางออกของปัญหานี้ด้วยแผนพัฒนา “ประเทศไทย 4.0 ตามแนวพระพุทธศาสนา” ที่เป็นทางสายกลางของอริยมรรคมีองค์ 8 โดยการสังเคราะห์เป็นทฤษฎีที่สามารถนำไปใช้ปฏิบัติในระบบเศรษฐกิจทางโลกได้ คือ ทฤษฎีสามสมดุล หรือทฤษฎีสมดุลผลิตสมดุลบริโภคและสมดุลผลประโยชน์ที่เกิดจากการผลิตและบริโภค ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของพุทธธรรมนิยามที่สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ คือ ฟิสิกส์ควอนตัมหรือกลศาสตร์ควอนตัม ผู้วิจัยเห็นว่าแผนพัฒนา “ประเทศไทย 4.0” มีความจำเป็นต้องทำให้เข้มแข็งด้วยการ“เสริมสร้างคุณค่าประเทศไทย 4.0 ด้วยพุทธธรรมนิยามเพื่อทำให้สังคมไทย 4.0 มีความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนอย่างแท้จริง” ผู้วิจัยจึงประสงค์จะทำวิจัยเรื่องดังกล่าวนี้

 

1.7 วิธีดำเนินการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยมุ่งศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลขั้นปฐมภูมิ (Primary Source) คือ พระไตรปิฎกและอรรถกถา และข้อมูลขั้นทุติยภูมิ (Secondary Source) คือ คัมภีร์ ข้อมูลจากวารสาร เอกสารต่าง ๆ ซึ่งเป็นวรรณกรรมพระพุทธศาสนาในยุคปัจจุบัน (Documentary Research) และข้อมูลจากสื่ออินเตอร์เน็ต ทั้งในส่วนที่เป็นแนวคิด ทฤษฎี และการปฏิบัติที่เกี่ยวกับ “ประเทศไทย 4.0” ทั้งในต่างประเทศและในสังคมไทย ซึ่งใช้วิธีการศึกษาวิเคราะห์จากเอกสาร และการสัมมนาวิจารณ์งานวิจัย (Public Hearing) ดังนั้น การวิจัยเรื่อง “เสริมสร้างคุณค่าประเทศไทย 4.0 ด้วยพุทธธรรมนิยามเพื่อทำให้สังคมไทย 4.0 มีความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนอย่างแท้จริง” ผู้วิจัยได้จัดขั้นตอนการวิจัย (Research Process) ดังนี้

1.7.1 ศึกษาประเทศไทย 4.0  

จากเอกสารตำรา หนังสือ และงานวิจัยต่าง ๆ ทั่วไป ศึกษาและสังเคราะห์แนวคิดแล้วสรุป การเสริมสร้างคุณค่าประเทศไทย 4.0 ด้วยพุทธธรรมนิยามเพื่อทำให้สังคมไทย 4.0 มีความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนอย่างแท้จริง

1.7.2 ศึกษาประเทศไทย 4.0 ตามแนวพระพุทธศาสนา

โดยศึกษาจากพระไตรปิฎก และอรรถกถาต่าง ๆ ที่ได้สรุปและสังเคราะห์หลักพุทธธรรมนิยาม ได้แก่ (1) หลักธรรมนิยามที่แสดงลักษณะธรรมชาติของชีวิต คือ กฎไตรลักษณ์ (2) หลักธรรมนิยามที่แสดงเหตุและปัจจัย คือ ปฏิจจสมุปบาท (3) หลักธรรมนิยามที่แสดงหลักในการดำเนินชีวิต คือ อริยสัจ 4 เป็นกฎธรรมชาติที่แสดงลักษณะ 3 ประการ ได้แก่ สมดุล วัฏฏะ และความเกื้อกูลต่อกัน ที่สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ที่เรียกว่า ฟิสิกส์ควอนตัมหรือกลศาสตร์ควอนตัม ซึ่งมองโลกแบบมีความสัมพันธ์ (Relativity) เชื่อมโยงกันแตกต่างจากวิทยาศาสตร์ยุคเก่าที่เรียกว่า กลศาสตร์แบบนิวตันและเดส์คาตส์ที่มองโลกแบบแยกส่วนและสัมบูรณ์ (Absolute) ทฤษฏีสามสมดุล หรือทฤษฎีสมดุลผลิต สมดุลบริโภค และสมดุลผลประโยชน์

1.7.3 ทำโครงการวิจัยย่อย 3 โครงการ

การสรุปออกมาเป็น “เสริมสร้างคุณค่าประเทศไทย 4.0 ด้วยพุทธธรรมนิยามเพื่อทำให้สังคมไทย 4.0 มีความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนอย่างแท้จริง” ได้แก่ (1) วิเคราะห์คุณค่าประเทศไทย 4.0 ด้วยพุทธธรรมนิยาม เพื่อให้ทราบว่าจะทำให้สังคมไทย 4.0 มีความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนอย่างแท้จริงได้หรือไม่ (2) ประเมินผลการเสริมสร้างคุณค่าประเทศไทย 4.0 ด้วยพุทธธรรมนิยามเพื่อทำให้สังคมไทย 4.0 มีความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนอย่างแท้จริง และ (3) รูปแบบการใช้หุ่นยนต์ที่ไม่แย่งงานมนุษย์ในไทยแลนด์ 4.0 ตามแนวพระพุทธศาสนา

1.7.4 สังเคราะห์เสริมสร้างคุณค่าประเทศไทย 4.0 ด้วยพุทธธรรมนิยาม

นำโครงการวิจัยทั้งสามมาสังเคราะห์เพื่อเสริมสร้างคุณค่าประเทศไทย 4.0 ด้วยพุทธธรรมนิยามเพื่อทำให้สังคมไทย 4.0 มีความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนอย่างแท้จริง

1.7.5 นำเสนอ

เสริมสร้างคุณค่าประเทศไทย 4.0 ด้วยพุทธธรรมนิยามเพื่อทำให้สังคมไทย 4.0 มีความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนอย่างแท้จริงและได้แสดงขั้นตอนของการดำเนินการวิจัย (Research Process) เป็นแผนผัง ดังนี้

Research Process

ปรับปรุง

 

ทำงานวิจัย 3 เรื่อง เพื่อหาแนวทางการเสริมสร้างคุณค่าประเทศไทย 4.0 ด้วยพุทธธรรมนิยามเพื่อทำให้สังคมไทย 4.0 มีความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนอย่างแท้จริง

หลักพุทธธรรมนิยาม  

โดยการพิจารณาองค์ธรรมที่ประกอบด้วย ปฏิจจสมุปบาท กฎไตรลักษณ์ และอริยสัจ 4 แบบพลวัตแล้วสังเคราะห์ออกมาเป็นทฤษฎีสามสมดุล

นำเสนอ

แนวทางการเสริมสร้างคุณค่าประเทศไทย 4.0 ด้วยพุทธธรรมนิยามเพื่อทำให้สังคมไทย 4.0 มีความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนอย่างแท้จริง

สรุปแนวทาง การเสริมสร้างคุณค่าประเทศไทย 4.0 ด้วยพุทธธรรมนิยามเพื่อทำให้สังคมไทย 4.0 มีความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนอย่างแท้จริง จากงานวิจัย 3 เรื่อง คือ

 

-ทำวิจัย 3 เรื่อง ได้แก่

(1) วิเคราะห์คุณค่าประเทศไทย 4.0 ด้วยพุทธธรรมนิยาม เพื่อให้ทราบว่าจะทำให้สังคมไทย 4.0 มีความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนอย่างแท้จริงได้หรือไม่

(2) ประเมินผลการเสริมสร้างคุณค่าประเทศไทย 4.0 ด้วยพุทธธรรมนิยามเพื่อทำให้สังคมไทย 4.0 มีความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนอย่างแท้จริง

(3) รูปแบบการใช้หุ่นยนต์ที่ไม่แย่งงานมนุษย์ในไทยแลนด์ 4.0 ตามแนวพระพุทธศาสนา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


         

 

                                                  

 

รูปที่ 1.1 แสดงแผนผังวิธีดำเนินการวิจัย (Research Process)

ในการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) จะศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากเอกสารขั้นปฐมภูมิ (Primary Source) คือ พระไตรปิฎก และขั้นทุติยภูมิ (Secondary Source) คือ อรรถกถา ฎีกา เอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจากแหล่งข้อมูล ดังนี้ คือ

(1) หอสมุดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

(2) หอสมุดมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

(3) หอสมุดมหาวิทยาลัยมหิดล

(4) หอสมุดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

(5) หอสมุดมหาวิทยาลัยศิลปากร

(6) หอสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

(7) หอสมุดแห่งชาติ และ

(8) ข้อมูลจากสื่ออินเตอร์เน็ต

 

1.8 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

1.8.1 ทำให้ทราบจุดบกพร่องในแผนพัฒนาไทยแลนด์ 4.0

1.8.2 ทำให้ทราบพุทธธรรมที่แก้ไขจุดบกพร่องในแผนพัฒนาไทยแลนด์ 4.0

1.8.3 ได้แนวทางเสริมสร้างคุณค่าประเทศไทย 4.0 ด้วยพุทธธรรมนิยามเพื่อทำให้สังคมไทย 4.0 มีความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนอย่างแท้จริง



[1]เคลาส์ ชวาบ, การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่, แปลโดย ศรรวริศา เมฆไพบูลย์, พิมพ์ครั้งที่ 4, (กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิซซิ่ง 2561), หน้า 17.

[2]เรื่องเดียวกัน.

[3]ขุ.ธ. 25/30/51.

[4]พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, ไทยแลนด์ 4.0 การต่อสู้ในสงครามที่ไม่มีวันชนะ, MGR Online, 21 ก.ค. 2560, <https://mgronline.com/daily/detail/9600000074096>23 เมษายน 2562

[5]สํ.ม. 19/843-900/256-271.

[6]พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธศาสนาในฐานะเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่ 11, (กรุงเทพมหานคร: วัดญาณเวศกวัน, 2556), หน้า 124.

[7]สมเกียรติ ไชยภูมิ, “รูปแบบความสัมพันธ์อย่างยั่งยืนระหว่างผู้บริโภคกับผู้ผลิตตามแนวทางพระพุทธศาสนา”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2558), หน้า 103-104.

[8]สมเกียรติ ไชยภูมิ, “ไทยแลนด์ 4.0 ตามแนวพระพุทธศาสนา”, รายงานการวิจัย, (วิทยาเขตสิรินธราชวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2560).

[9]ทิบดี ทัฬหกรณ์ และธีระวัฒน์ จันทึก, “การสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในยุคไทยแลนด์ 4.0” รายงานการวิจัย (คณะวิทยาการจัดการ: มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2560).

[10]พาสนา จุลรัตน์, “การจัดการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนในยุคThailand 4.0”, รายงานการวิจัย, (คณะศึกษาศาสตร์: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2561).

[11]สุวัฒน์ ศักดิ์สมฤทธิ์ และจักรพงษ์ เพิ่มเมตตา, “ความสัมพันธ์ของการจัดการความรู้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสมรรถนะ พนักงาน บมจ. วิริยะประกันภัยในยุคไทยแลนด์ 4.0”, รายงานการวิจัย, (คณะศิลปการจัดการ: สถาบันรัชต์ภาคย์, 2561).

[12]ธนวิทธิ์ กลับน่วม และศรุดา สมพอง, “การยกระดับการให้บริการสาธารณะในการออกโฉนดที่ดินด้วยดาวเทียมยุคไทยแลนด์ 4.0รายงานการวิจัย, (กองเทคโนโลยีทำแผนที่: กรมที่ดิน, 2561).

[13]กมลภู สันทะจักร์ และกนกศักดิ์ สุขวัฒนาสินิทธิ์, คุณลักษณะนักบัญชีที่พึงประสงค์ในยุคไทยแลนด์ 4.0 ของหน่วยงานราชการในประเทศไทยรายงานการวิจัย, (คณะบัญชี : มหาวิทยาลัยศรีปทุม, 2561)

[14]ศศิพินต์ สุขบุญพันธ์ และคณะ, “ทิศทางการผลิตบัณฑิตการศึกษาพิเศษคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ในยุคประเทศไทย 4.0”, รายงานการวิจัย, (คณะครุศาสตร์ : มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, 2561).

[15]วรารัตน์ สานนท์  และคณะ, “แนวทางการพัฒนาอาหารท้องถิ่นที่เป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดนครปฐมในยุคประเทศไทย 4.0”, รายงานการวิจัย, (คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี: มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม, 2561).

[16]นงณภัทร รุ่งเนย, “การวางแผนชีวิตวิชาชีพ: กลยุทธ์สู่ความสำเร็จในยุคไทยแลนด์ 4.0 สำหรับพยาบาลรายงานการวิจัย, (วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า: จังหวัดเพชรบุรี, 2561).

[17]พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต), วิสัยธรรมเพื่อเบิกนำวิสัยทัศน์, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์พิมพ์สวย, 2548).

[18]สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต), การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development), พิมพ์ครั้งที่ 21, (นครปฐม: วัดญาณเวศกวัน, 2561).

[19]พระศรีคัมภีรญาณ (สมจินต์ วันจันจันทร์), จริยศาสตร์ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา, (พระนครศรีอยุธยา : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2559).   

[20]ประเวศ วะสี, ธรรมชาติของสรรพสิ่ง : การเข้าถึงความจริงทั้งหมด, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์กรีน-ปัญญาญาณ, 2553).

[21]กุนนาร์ รุนด์เกรน, อุทยานแห่งผืนดิน: จากการล่าสัตว์และเก็บของป่า สู่ทุนนิยมโลกาภิวัตน์และโลกหลังจากนี้, แปลโดย เขมลักขณ์ ดีประวัติ และคณะ, (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา, 2557).

[22]อี.เอฟ. ชูเมกเกอร์, จิ๋วแต่แจ๋ว (Small is Beautiful) เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ, (นนทบุรี: สำนักพิมพ์หนังสือสมิต, 2557).

[23]โทมัส พิเก็ตตี, ทุนนิยมในศตวรรษที่ 21, แปลโดย นรินทร์ องค์อินทรี (กรุงเทพมหานคร : โพสต์บุ๊กส์, 2561).

[24]เดวิด บอร์นสตีน, ผู้ประกอบการสังคม: พลังความคิดใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงโลก, แปลโดย เจริญเกียรติ ธนสุขถาวร และวิไล ตระกูลสิน, พิมพ์ครั้งที่ 2, (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา, 2551).

[25]สเตฟาน ฮาร์ดิ้ง, กาย่า โลกที่มีชีวิต: วิทยาศาสตร์และการหยั่งรู้, แปลโดย เขมลักขณ์ ดีประวัติ, (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา, 2556).

[26]มาติเยอ ริการ์ และตริน ซวน ตวน, ควอนตัมกับดอกบัว, แปลโดย กุลศิริ เจริญศุภกุล และบัญชา ธนบุญสมบัติ (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา, 2552).

[27]ภักดี รัตนมุขย์, Thailand 4.0 ตอบโจทย์ประเทศไทย: มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก้าวข้ามกับดักประเทศไทย 3.0, (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ปัญญาชน, 2560).

No comments:

Post a Comment

Custom Search